บริษัทยาข้ามชาติใช้แผนยุทธการขู่ถอนการลงทุน — เตือนว่าจะดึงหรือยกเลิกโครงการ R&D และโรงงานผลิต หากรัฐบาลยุโรปไม่ยอมขึ้นราคาหรือให้เงื่อนไขการชดใช้ค่ายาที่ดีขึ้น เยอรมนีเป็นสมรภูมิร้อนที่สุด รัฐบาลประกาศยกเลิกแผนลดราคายาแบบแปรผันเมื่อ 15 มิ.ย. ข้อตกลงการค้าระหว่าง UK USA ในเดือน ธ.ค.

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What tactics are global pharmaceutical companies using to pressure European governments on drug pricing, which countries are at the center o. Article summary: ## Main Tactics Used by Pharma. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make it useful as an illustrative visual, not as factual evidence.
บริษัทยาข้ามชาติกำลังใช้ยุทธศาสตร์แบบแผนเดียวกันทั่วทั้งยุโรป นั่นคือ ขู่ว่าจะถอน ดึง หรือยกเลิกการลงทุนด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิต เว้นแต่รัฐบาลจะยอมขึ้นราคายาหรือให้เงื่อนไขการชดใช้ค่ายาที่ดีกว่า
การผลักดันครั้งนี้รุนแรงขึ้นหลังนโยบายราคายาของสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบาย 'ประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์สูงสุด' (Most-Favored-Nation: MFN) และพระราชบัญญัติลดเงินเฟ้อ (Inflation Reduction Act) ที่กดดันให้บริษัทยาลดราคาในอเมริกา ทำให้พวกเขาต้องหาแหล่งรายได้ชดเชยในยุโรป
ในเดือนธันวาคม 2568 สหราชอาณาจักรบรรลุข้อตกลงการค้าด้านยาในประวัติศาสตร์กับสหรัฐฯ โดยรับประกันการยกเว้นภาษีนำเข้ายาจากอังกฤษเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี แลกกับการที่อังกฤษเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านยาของ NHS และปฏิรูประบบกำหนดราคายา ผลลัพธ์สำคัญคือโครงการการตั้งราคายาแบรนด์โดยสมัครใจของอังกฤษ (Voluntary Scheme for Branded Medicines Pricing, Access and Growth: VPAG) ลดอัตราการจ่ายคืน (rebate rate) สำหรับยาใหม่จากจุดสูงสุดที่ 22.9% เหลือเพียง 14.5% ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 หลังจากที่การเจรจาสะดุดและต้องให้วอชิงตันเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
ความสำเร็จนี้ทำให้ค่ายยาทั่วโลกเชื่อว่า การขู่จะถอนการลงทุนได้ผล ดังที่รอยเตอร์รายงานในเดือนมิถุนายน 2569 ว่า บริษัทต่างๆ กำลัง 'หันมาใช้แผนยุทธการที่นำพาความสำเร็จมาให้ในอังกฤษ' — นั่นคือใช้การขู่ถอนทุนอย่างชัดเจนเป็นเครื่องมือต่อรองในเมืองหลวงอื่นๆ ของยุโรป
เยอรมนีกลายเป็นสมรภูมิหลัก เมื่อรัฐบาลกำลังอภิปรายกฎหมายเกี่ยวกับราคายาและส่วนลด แคมเปญของอุตสาหกรรมยามีความแข็งแกร่งและประสานงานกันอย่างดี:
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 รัฐบาลเยอรมนี ยกเลิกแผนการลดราคายาแบบแปรผัน หลังการต่อต้านอย่างหนักจากอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากโบห์ริงเกอร์และลิลลี่ถอนคำมั่นสัญญา และไฟเซอร์ขู่ทบทวนการลงทุน รัฐบาลแทนที่ข้อเสนอลดราคาแบบแปรผันด้วยทางเลือกที่รุนแรงน้อยกว่า ซึ่งถือเป็นการพลิกกลับนโยบายโดยตรงจากการกดดันของกลุ่มยา
การถอยครั้งนี้น่าสังเกต เนื่องจากเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขเยอรมนียืนกรานในเดือนธันวาคม 2568 ว่าข้อตกลงยาระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษจะไม่ส่งผลต่อการกำหนดราคาของเยอรมนี แต่แคมเปญที่ประสานงานกันของอุตสาหกรรมกลับบีบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายที่เจ้าหน้าที่เคยปฏิเสธว่าจะไม่เกิดขึ้น
ฝรั่งเศส มีท่าทีแข็งกร้าวกว่า พระราชบัญญัติการเงินประกันสังคมปี 2569 (LFSS 2026) ตั้งเป้าประหยัดเงินจากยาเป็นประวัติการณ์ถึง 2.3 พันล้านยูโร โดยใช้ส่วนลดเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมต้นทุน คณะกรรมการเศรษฐกิจด้านผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (CEPS) ของฝรั่งเศส ในเดือนเมษายน 2569 กล่าวหาว่าผู้ผลิตยาใช้ 'แรงกดดันแบบบีบบังคับ' — รวมถึงขู่ถอนยาออกจากตลาด — เพื่อโน้มน้าวการประเมินทางคลินิกและราคา
ฝรั่งเศสยังได้นำภาษีใหม่ตามมูลค่าการขายมาบังคับใช้กับบริษัทยา และกำลังเพิ่มการบังคับใช้กฎระเบียบ ขณะที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากฝั่งยาเตือนถึงความล่าช้าในการเข้าถึงยาและการถอนยาออกจากบัญชีรายการ
เนเธอร์แลนด์ กำลังปรับระบบอ้างอิงราคาให้เข้มงวดขึ้นผ่านการแก้ไขพระราชบัญญัติราคายา (Wgp) และระบบชดใช้ค่าใช้จ่าย (GVS) ทำให้เกิดแรงกดดันให้ราคาลดลง ฮอลแลนด์ไบโอ (HollandBio) กลุ่มล็อบบี้เทคโนโลยีชีวภาพของเนเธอร์แลนด์ รายงานว่าบริษัทต่างๆ เริ่มระมัดระวังมากขึ้นในการยื่นขอชดใช้ค่าใช้จ่าย และอัตราการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
โดยรวมแล้ว การเปิดตัวยาในยุโรปลดลงถึง 35% ในช่วงสิบเดือนหลังจากสหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงนโยบายราคา เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า ซึ่งบ่งชี้ถึงผลกระทบที่เยือกเย็นในวงกว้าง ข้อมูลนี้จากการวิเคราะห์ของ GlobalData's Price Intelligence ชี้ให้เห็นถึงผลลัพธ์ในโลกแห่งความเป็นจริงของความขัดแย้งด้านราคา กล่าวคือ ผู้ป่วยชาวยุโรปจะเข้าถึงยาใหม่ได้น้อยลง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ชะลอการเปิดตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งราคาต่ำที่อาจส่งผลกระทบย้อนกลับไปยังตลาดสหรัฐฯ
ความขัดแย้งระหว่างบริษัทยาข้ามชาติกับรัฐบาลยุโรปยังไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลาย ข้อตกลงของสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่าแรงกดดันทางการค้าสามารถบีบให้เกิดการยินยอมด้านราคาได้ และบริษัทต่างๆ กำลังนำบทเรียนนั้นไปปรับใช้ทั่วยุโรป การพลิกนโยบายอย่างรวดเร็วของเยอรมนีแสดงให้เห็นถึงพลังของการขู่ถอนการลงทุน อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์กำลังตอบโต้ด้วยการควบคุมด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นและกล่าวหาสาธารณะว่ามีการบีบบังคับ ซึ่งปูทางไปสู่การต่อสู้ที่ยืดเยื้อว่าใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของยาใหม่ๆ
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
บริษัทยาข้ามชาติใช้แผนยุทธการขู่ถอนการลงทุน — เตือนว่าจะดึงหรือยกเลิกโครงการ R&D และโรงงานผลิต หากรัฐบาลยุโรปไม่ยอมขึ้นราคาหรือให้เงื่อนไขการชดใช้ค่ายาที่ดีขึ้น
บริษัทยาข้ามชาติใช้แผนยุทธการขู่ถอนการลงทุน — เตือนว่าจะดึงหรือยกเลิกโครงการ R&D และโรงงานผลิต หากรัฐบาลยุโรปไม่ยอมขึ้นราคาหรือให้เงื่อนไขการชดใช้ค่ายาที่ดีขึ้น เยอรมนีเป็นสมรภูมิร้อนที่สุด รัฐบาลประกาศยกเลิกแผนลดราคายาแบบแปรผันเมื่อ 15 มิ.ย.
ข้อตกลงการค้าระหว่าง UK USA ในเดือน ธ.ค. 2568 ที่ลดอัตราการจ่ายคืน VPAG จาก 22.9% เหลือ 14.5% ทำให้อุตสาหกรรมยาเชื่อว่าการขู่ถอนทุนได้ผล และนำยุทธการนี้ไปใช้กดดันประเทศอื่นๆ ทั่วยุโรป
Loading comments...
Comments
0 comments