ดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng Index) ของฮ่องกง ร่วงลง 360 จุด หรือ 1.5% ปิดที่ 23,950 จุดในวันที่ 18 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 และเป็นการปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน การร่วงลงครั้งนี้เกิดจากนักลงทุนแห่ขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี Hang Seng Tech Index ที่ปรับตัวลดลงอย่างหนัก
แม้ว่าธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) จะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยฐานไว้ที่ 4.0% ตามเฟด แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งแรงขายได้
เงินวอนเกาหลีใต้: เงินวอนอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 1,530 วอนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการกลับทิศจากช่วงก่อนหน้าที่แข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 1,508 วอน สาเหตุหลักมาจากดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นหลังจากเฟดส่งสัญญาณปรับดอกเบี้ยขึ้น โดย Trading Economics รายงานว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/KRW เพิ่มขึ้นเป็น 1,530.0100 วอนเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 0.17% จากวันก่อนหน้า
เงินริงกิตมาเลเซีย: ริงกิตอ่อนค่าลงแตะระดับ 4.089 ริงกิตต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และนับเป็นสกุลเงินที่ปรับตัวแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย Finimize อธิบายว่า เมื่อเฟดส่งสัญญาณว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะมี吸引力มากขึ้น ดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกให้ไหลกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีผลตอบแทนต่ำก่อนเป็นอันดับแรก
ดัชนี Nifty IT ในตลาดหุ้นอินเดีย ร่วงลง 1.58% ในวันที่ 18 มิถุนายน ทำให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงแรงที่สุดในวันนั้น การเทขายครั้งใหญ่เกิดจากความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานานในสหรัฐฯ จะเพิ่มต้นทุนทางการเงินและกดดันการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีของลูกค้าในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท IT อินเดีย
ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายตัว:
ทีมข่าวธุรกิจ India Today ระบุว่า "สัญญาณเหยี่ยวที่ส่งมาจาก Kevin Warsh หัวหน้าเฟดคนใหม่ ซึ่งบ่งชี้ว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม" เป็นสาเหตุโดยตรงที่กดดันหุ้นเหล่านี้ ส่วน Hindustan Business Line เสริมว่า กลุ่ม IT ซึ่ง "พึ่งพารายได้จากตลาดสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก เผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยี"
แรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยง (Risk-off) ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดหุ้นเอเชียและสกุลเงินเท่านั้น ดัชนี Nasdaq Composite ของสหรัฐฯ ก็ร่วงลงถึง 354 จุด (1.34%) ในวันเดียวกัน ปิดที่ 26,021.66 จุด ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันต่อตลาดหุ้นที่พึ่งพาเทคโนโลยีทั่วโลก รวมถึงตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่าง Nikkei 225 และ KOSPI ต่างก็เผชิญแรงขายเช่นกัน เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นเป็นเวลานาน
Comments
0 comments