ส่วน MIRA ใช้แนวทางต่างออกไป ระบบนี้ทำงานภายในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EHR ซึ่งเป็นระบบที่โรงพยาบาลใช้บันทึกข้อมูลผู้ป่วยและจัดการกระบวนการรักษา ในการทดสอบ MIRA ประเมินข้อมูลทางการแพทย์ สั่งการตรวจ และเตรียมข้อเสนอด้านการวินิจฉัยและการรักษาภายในระบบโรงพยาบาลจำลอง
จากการจำลองย้อนหลังโดยใช้กรณีผู้ป่วยจริง MIRA มีความแม่นยำในการวินิจฉัยโดยรวม 87.8% เทียบกับ 78.1% ของแพทย์ที่ได้รับการรับรอง ตัวเลขในบางโรคแตกต่างกันชัดเจน เช่น ตับอ่อนอักเสบ 95.2% เทียบกับ 78.6% และไส้ติ่งอักเสบ 100% เทียบกับ 88%
MIRA สั่งตรวจเลือดมากกว่าแพทย์ คือ 51% เทียบกับ 28% แต่ชดเชยบางส่วนด้วยการสั่งตรวจภาพวินิจฉัยน้อยกว่ามาก ระบบเข้าถึงการดำเนินการทางคลินิกที่เป็นไปได้มากกว่า 85,000 รายการ และถูกทดสอบด้วยพรอมป์โจมตี 880 รายการเพื่อดูว่าจะถูกหลอกหรือไม่ โดยไม่พบกรณีข้อมูลรั่วไหลในการประเมินที่รายงาน
ข้อจำกัดใหญ่ที่สุดของทั้ง AMIE และ MIRA คือ ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองกับผู้ป่วยจริงในกระบวนการรักษาจริง
บททบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับเอเจนต์ AI ในสาธารณสุขชี้ตรงกันว่า วงการยังขาดการตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผลในสภาพแวดล้อมจริง การประเมินจำนวนมากใช้ชุดข้อมูลสังเคราะห์หรือสถานการณ์ที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งไม่สะท้อนข้อมูลเวชระเบียนจริงที่มักไม่ครบ มีความคลาดเคลื่อน และมีความไม่สมดุล ผลลัพธ์ทางคลินิกที่แท้จริงของระบบเหล่านี้จึงยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเพียงพอจากการศึกษาที่ติดตามผู้ป่วยไปข้างหน้า
ข้อจำกัดสำคัญมีอย่างน้อย 4 ด้าน
นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ความเห็นต่อการศึกษาทั้งสองมองว่าเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น “ก้าวกระโดดเชิงคุณภาพ” เมื่อเทียบกับ AI การแพทย์รุ่นก่อน แต่ก็ย้ำว่าผลลัพธ์เกิดขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมไว้
ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญและงานวิจัยวงกว้างยังเป็นห่วง ได้แก่
ความโปร่งใสและความไว้วางใจ — เมื่อ AI เสนอการวินิจฉัยหรือการรักษา แพทย์อาจไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่าระบบใช้เหตุผลจากข้อมูลใดและให้น้ำหนักกับปัจจัยใด ความตรวจสอบย้อนกลับที่จำกัดอาจบั่นทอนความเชื่อมั่นและทำให้การนำไปใช้จริงยากขึ้น
ใครต้องรับผิดเมื่อเกิดความผิดพลาด — หากข้อเสนอของ AI นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นอันตราย ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเสมอไปว่า ความรับผิดชอบควรตกอยู่กับผู้พัฒนา ผู้ให้บริการโรงพยาบาล หรือแพทย์ผู้กำกับดูแล กรอบกำกับดูแลอย่างแนวทางของ FDA และกฎหมาย AI ของสหภาพยุโรปยังไม่ได้ตอบโจทย์เฉพาะของ AI แบบเอเจนต์อย่างครบถ้วน
ความสามารถในการใช้กับผู้ป่วยหลากหลายกลุ่ม — ระบบที่ประเมินจากข้อมูลของศูนย์การแพทย์หรือฐานข้อมูลเฉพาะ เช่น MIMIC-IV อาจทำงานได้ไม่เหมือนเดิมเมื่อเจอประชากรต่างกลุ่ม ขั้นตอนบริหารที่ต่างกัน หรือระบบสาธารณสุขคนละประเทศ
ความเสี่ยงที่มนุษย์จะพึ่งพา AI มากเกินไป — แนวคิดของ g-AMIE ซึ่งเป็น AMIE ที่มีกรอบควบคุมชัดเจน สะท้อนความระมัดระวังนี้โดยตรง ระบบถูกออกแบบให้ซักประวัติและช่วยเตรียมข้อมูล แต่ละเว้นการให้คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล เพื่อให้แพทย์เป็นผู้ทบทวนและตัดสินใจ
AMIE เริ่มมีข้อมูลจากการทดลองเชิงอนาคตในสถานพยาบาลจริงมากขึ้น โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้แบบกลุ่มเดียวร่วมกับ Beth Israel Deaconess Medical Center เพื่อดูว่า AI จะช่วยรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยก่อนพบแพทย์ปฐมภูมิได้อย่างไร
อีกการศึกษาหนึ่งในคลินิกเร่งด่วนกับผู้ป่วย 100 รายพบว่า การวินิจฉัยแยกโรคของ AMIE มีคำวินิจฉัยสุดท้ายรวมอยู่ด้วย 90% ของกรณี และมีความแม่นยำใน 3 อันดับแรก 75% อย่างไรก็ตาม แพทย์ปฐมภูมิยังทำได้ดีกว่าในด้านความเป็นไปได้ในการจัดการรักษาและความคุ้มค่าใช้จ่าย
ผลลัพธ์เหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่น่าสนใจ แต่ยังเป็น การศึกษาความเป็นไปได้ ไม่ใช่การทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมที่พิสูจน์ว่าการใช้ AI ทำให้ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้น
ทั้ง AMIE และ MIRA ยังไม่ควรถูกมองว่าเป็นระบบที่พร้อมทำงานแทนแพทย์ หรือพร้อมตัดสินใจรักษาอย่างอิสระ ขั้นตอนที่ยังจำเป็น ได้แก่
งานวิจัยเดือนมิถุนายน 2026 แสดงให้เห็นว่า AI การแพทย์กำลังขยับจากเครื่องมือช่วยตอบคำถามไปสู่ระบบที่ติดตามโรคหลายครั้งและทำงานกับข้อมูลในเวชระเบียนได้ AMIE แสดงศักยภาพด้านการจัดการโรคตามแนวทางเวชปฏิบัติ ส่วน MIRA แสดงศักยภาพด้านการประเมินข้อมูลและเสนอการดำเนินการทางคลินิกในระบบจำลอง
แต่ระยะห่างระหว่าง “ทำคะแนนได้ดีในการทดสอบ” กับ “ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยจริง” ยังมีมาก สิ่งที่วงการต้องการต่อไปไม่ใช่เพียงตัวเลขความแม่นยำที่สูงขึ้น แต่คือการศึกษากับผู้ป่วยจริง การทดสอบในระบบสาธารณสุขหลายรูปแบบ หลักเกณฑ์ความรับผิดชอบที่ชัดเจน และหลักฐานว่า AI ช่วยให้ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ดีขึ้นจริง
ดังนั้น AMIE และ MIRA ในวันนี้จึงควรถูกมองว่าเป็น ต้นแบบวิจัยที่น่าจับตา ไม่ใช่แพทย์ดิจิทัลที่พร้อมเข้ามาแทนมนุษย์ในคลินิก