นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงลำพัง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน กองกำลังรัสเซียได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ปั๊มน้ำมัน และรถขนส่งไปรษณีย์ในแคว้นซูมี ส่งผลให้พนักงานปั๊มน้ำมันหญิงและพนักงานขับรถไปรษณีย์ได้รับบาดเจ็บ
หนึ่งในการโจมตีที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมมากที่สุดของสงครามเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เมื่อรัสเซียโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหญ่ข้ามคืนทั่วทั้งยูเครน คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 11 ราย และบาดเจ็บ 53 ราย ตามคำแถลงของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี
เป้าหมายหลักคือกรุงเคียฟ การโจมตีทำให้ อาสนวิหารดอร์มิชัน ภายใน อารามเคียฟ-เปเชอร์สค์ ลาวรา เกิดเพลิงไหม้ อารามแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1051 เป็นมรดกโลกของยูเนสโก และเป็นศาสนสถานนิกายออร์โธดอกซ์ที่สำคัญที่สุดของยูเครน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนยิงขีปนาวุธตกได้ 50 ลูกจากประมาณ 70 ลูก และยิงโดรนตกได้ 582 ลำจาก 582 ลำที่ยิงมาทั่วประเทศ แต่อาวุธที่หลุดรอดมาได้ก็พุ่งเข้าใส่อาสนวิหารเก่าแก่ อาคารที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอื่นๆ
ประธานาธิบดีเซเลนสกีเรียกการโจมตีนี้ว่า "เป็นหนึ่งในอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดของรัสเซียต่อวัฒนธรรมคริสเตียนจนถึงปัจจุบัน" นายกรัฐมนตรีของยูเครนยืนยันว่าอาสนวิหารดอร์มิชันได้รับความเสียหายหลังจากที่มอสโกยิงขีปนาวุธมากกว่าสิบลูกมุ่งเป้าไปยังเมืองหลวง
มัทธิอัส ชมาเล ผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติประจำยูเครน ประณามความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอารามเก่าแก่และการสูญเสียชีวิตพลเรือน
ในเมืองคาร์คิฟทางตะวันออกเฉียงเหนือ การโจมตีดังกล่าวคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่กู้ภัย 5 นาย ด้วยกลยุทธ์ "ดับเบิลแทป" (การซ้ำโจมตีในจุดเดิม) ขณะที่พวกเขากำลังปฏิบัติหน้าที่หลังจากเหตุระเบิดครั้งแรก รัฐมนตรีมหาดไทยอีกอร์ คลีเมนโก รายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บในหมู่เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินเพิ่มเติมอย่างน้อย 5 ราย
สองสัปดาห์ก่อนหน้านั้น ในวันที่ 2 มิถุนายน รัสเซียได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของสงคราม กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่ารัสเซียยิง ขีปนาวุธ 73 ลูกและโดรน 656 ลำ ไปยังเป้าหมายทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเคียฟ ดนิโปร คาร์คิฟ และซาปอริซเซีย ระบบป้องกันของยูเครนสามารถสกัดขีปนาวุธได้ 40 ลูกและโดรน 602 ลำ แต่ปริมาณอาวุธที่มากล้นก็ทะลุแนวป้องกันและก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนจำนวนมาก
การโจมตีครั้งนี้คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 22 ราย และบาดเจ็บกว่า 130 ราย ตามรายงานของรัฐมนตรีมหาดไทยยูเครน อีกอร์ คลีเมนโก คณะผู้แทนสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในยูเครน (HRMMU) ได้บันทึกเหตุการณ์โจมตีนี้อย่างอิสระ โดยยืนยันว่ามีพลเรือนเสียชีวิตในใจกลางเมือง และบ้านเรือน ธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย แม้ว่าพลเรือนจะหลบอยู่ในที่หลบภัยก็ตาม
ทีมกู้ภัยในกรุงเคียฟต้องงัดร่างของเด็กอายุ 3 ขวบออกมาจากซากปรักหักพังของอาคารอพาร์ตเมนต์
ในวันที่ 12 มิถุนายน คณะผู้แทนสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในยูเครนออกรายงานประจำเดือน ยืนยันว่า เดือนพฤษภาคม 2026 เป็นเดือนที่มีพลเรือนเสียชีวิตมากที่สุดในรอบ 4 ปี คณะผู้แทนฯ ยืนยันว่ามีพลเรือนเสียชีวิตอย่างน้อย 274 ราย และบาดเจ็บ 1,763 ราย ในเดือนพฤษภาคม รวมยอดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 2,000 ราย ซึ่งคิดเป็น การเพิ่มขึ้นถึง 93 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2025 และเพิ่มขึ้น 23 เปอร์เซ็นต์จากเดือนเมษายน 2026
"ด้วยจำนวนพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 2,000 ราย เดือนพฤษภาคมมีผู้เสียชีวิตมากกว่าเดือนอื่นๆ นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2022" แดเนียล เบลล์ หัวหน้าคณะผู้แทน HRMMU กล่าว คณะผู้แทนฯ ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากการที่รัสเซียใช้อาวุธระยะไกลที่ทรงพลังในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น
เพียงไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ในวันที่ 8 มิถุนายน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหประชาชาติได้เตือนคณะมนตรีความมั่นคงว่า สงครามครั้งนี้ "อันตรายถึงชีวิตมากขึ้นในวันนี้ มากกว่าช่วงเวลาใดๆ นับตั้งแต่การรุกรานเต็มรูปแบบของสหพันธรัฐรัสเซียเริ่มต้นขึ้นในปี 2022" ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 ที่สหประชาชาติตรวจสอบได้ ขณะนี้สูงกว่า 15,000 ราย และบาดเจ็บอีก 41,000 ราย
การโจมตีในเดือนมิถุนายน 2026 เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความรุนแรงที่ถูกบันทึกไว้ในวงกว้าง สหประชาชาติรายงานว่า ในช่วงสี่เดือนแรกของปี 2026 มีพลเรือนเสียชีวิตมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันในสามปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้น 21 เปอร์เซ็นต์จากปี 2025 และเพิ่มขึ้นถึง 93 เปอร์เซ็นต์จากปี 2024 การโจมตีในเดือนมิถุนายน ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีโรงเรียนสอนขี่ม้าสำหรับเด็ก อารามมรดกโลกของยูเนสโก หรืออาคารที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ ล้วนเป็นไปตามรูปแบบที่ผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติระบุว่า ทำให้ความขัดแย้งนี้เป็นอันตรายต่อพลเรือนมากกว่าช่วงใดๆ นับตั้งแต่สัปดาห์แรกของการรุกราน
Comments
0 comments