ในการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 นักฟิสิกส์จาก TU Wien ตรวจวัดระดับควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ขั้นสูงโดยตรงในหมู่กลุ่มอนุภาคอย่างน้อย 9 กลุ่ม ภายในคริสตัลโลหะประหลาดขนาดหนึ่งเซนติเมตรที่สามารถถือไ... ทีมวิจัยไม่ได้พยายามทำให้คริสตัลทั้งก้อนอยู่ในสถานะทับซ้อน แต่ใช้การยิงนิวตรอนเพื่อสังเกตการตอบส...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did physicists detect in June 2025 regarding quantum entanglement in a macroscopic crystal visible to the naked eye, what material was. Article summary: In June 2026 (not June 2025), physicists at TU Wien detected a high degree of quantum entanglement in a centimeter-sized crystal of the strange metal Ce₃Pd₂₀Si₆ — a macroscopic object large enough to be held in one's han. Topic tags: general, government, academic, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "## Recent posts in Humans. ## Recent posts in Life. ## Recent posts in Earth. ## Recent posts in Physics. ## Recent posts in Space. Two teams entangled the motions of two types of" source context "Spooky quantum entanglement goes big in new experiments" Reference image 2: visual subject "by V
หลายทศวรรษที่ผ่านมา ควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์เป็นเพียงปรากฏการณ์เปราะบางที่ถูกจำกัดอยู่ในโลกจุลภาคของโฟตอนและอะตอม ทว่า การทดลองครั้งสำคัญที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ. 2026 ในวารสาร Nature Physics ได้เปลี่ยนแปลงภาพนั้นไปอย่างสิ้นเชิง นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนา (TU Wien) ได้ตรวจพบควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์แบบหลายอนุภาคที่แท้จริง (genuine multipartite quantum entanglement) ระดับสูงภายในคริสตัลของ 'โลหะประหลาด' (Strange Metal) ขนาดหนึ่งเซนติเมตร ซึ่งเป็นวัตถุที่ใหญ่พอจะถือด้วยมือและมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ผลักดันขอบเขตของปรากฏการณ์ควอนตัมระดับมหภาค แต่ยังให้คำอธิบายใหม่อันทรงพลังสำหรับพฤติกรรมลึกลับของโลหะประหลาดอีกด้วย ,
คริสตัลที่เป็นหัวใจสำคัญของการทดลองนี้คือ Ce₃Pd₂₀Si₆ ซึ่งเป็นสารประกอบเฟอร์มิออนหนัก (heavy-fermion) ที่ประกอบด้วยธาตุซีเรียม แพลเลเดียม และซิลิกอน วัสดุนี้เป็นที่รู้จักกันดีในฟิสิกส์สสารควบแน่นจากการแสดงปรากฏการณ์ "Kondo destruction quantum criticality" ซึ่งเป็นจุดที่พฤติกรรมเสมือนอนุภาค (quasiparticle) ของอิเล็กตรอนล้มเหลว ณ จุดเปลี่ยนเฟสควอนตัม (quantum phase transition) ,
โลหะประหลาดอย่างวัสดุนี้ท้าทายทฤษฎีการนำไฟฟ้ามาตรฐาน โดยมีค่าสภาพต้านทานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเชิงเส้นตามอุณหภูมิในลักษณะที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพฤติกรรมของอนุภาคเสมือนอิเล็กตรอนที่แยกเป็นอิสระต่อกัน
ความก้าวหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ตัวใหม่ แต่ใช้แนวคิดจากทฤษฎีข้อมูลควอนตัมที่เรียกว่า ข้อมูลควอนตัมฟิชเชอร์ (Quantum Fisher Information - QFI) ซึ่งเดิมพัฒนาโดยปีเตอร์ โซลเลอร์ (Peter Zoller) นักฟิสิกส์ควอนตัมและทีมงานจากมหาวิทยาลัยอินส์บรุค QFI เป็นการวัดว่าของระบบควอนตัมตอบสนองต่อการรบกวนเล็กน้อยได้ไวแค่ไหน หากการตอบสนองของระบบเกินขีดจำกัดแบบคลาสสิกที่นิยามไว้อย่างชัดเจน นั่นหมายความว่าระบบตอบสนองรุนแรงกว่าผลรวมของส่วนย่อยอิสระ การตอบสนองที่สูงกว่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์เท่านั้น ,
การนำกรอบแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ทำให้ทีมวิจัยสามารถสกัด 'มาตรวัดเอนแทงเกิลเมนต์' โดยตรงจากของแข็งขนาดใหญ่ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากการทดลองแบบดั้งเดิมที่ต้องเตรียมและแยกสถานะของระบบอย่างพิถีพิถัน
คณะนักวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์ซิลเคอ บือเลอร์-พาเชน (Silke Bühler-Paschen) จาก TU Wien ไม่ได้พยายามทำให้คริสตัลทั้งก้อนอยู่ในสถานะทับซ้อน (superposition) ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติสำหรับวัตถุขนาดใหญ่เช่นนี้ แต่พวกเขาได้ใช้เทคนิคการกระเจิงนิวตรอนแบบไม่ยืดหยุ่น (inelastic neutron scattering) ที่สถาบัน Institut Laue–Langevin (ILL) ณ เมืองเกรอนอบล์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อวัดฟังก์ชันสหสัมพันธ์ของสปินเชิงพลวัต (dynamical spin correlation function, S(q, ω, T)) ของวัสดุ พูดง่ายๆ ก็คือ พวกเขายิงนิวตรอนใส่คริสตัลและเฝ้าดูว่าสปินของอนุภาคในวัสดุนั้นเคลื่อนที่และแกว่งไปพร้อมๆ กันอย่างไร โดยเป็นฟังก์ชันของพลังงาน โมเมนตัม และอุณหภูมิ
เมื่อพวกเขาใช้ระเบียบวิธี QFI กับข้อมูลการกระเจิงนิวตรอน ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก การตอบสนองร่วมกันของคริสตัลนั้นรุนแรงเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยอนุภาคอิสระ ความหนาแน่นของ QFI มีค่าสูงถึง f_Q = 8.2 ± 0.9 ที่อุณหภูมิต่ำสุดที่วัดได้ ซึ่งค่าดังกล่าวสอดคล้องทางคณิตศาสตร์กับกลุ่มของ อนุภาคที่พัวพันกันเชิงควอนตัมอย่างน้อย 9 อนุภาค ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน เอนแทงเกิลเมนต์มีค่าสูงสุดที่อุณหภูมิต่ำสุดของการทดลองคือ 60 มิลลิเคลวิน (mK) และใกล้สนามแม่เหล็กประมาณ 1.73 เทสลา ซึ่งเป็นจุดวิกฤตควอนตัมอันเป็นจุดที่เกิด 'คอนโด เดสตรัคชัน' (Kondo destruction) พอดี เมื่อคริสตัลถูกทำให้เย็นลงจาก 10 เคลวิน เหลือ 60 มิลลิเคลวิน ความหนาแน่นของ QFI พุ่งสูงขึ้นเกือบ 40 เท่าโดยไม่มีทีท่าว่าจะอิ่มตัว บ่งบอกว่าอาจมีเอนแทงเกิลเมนต์ที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้อีกที่อุณหภูมิต่ำลงไปอีก ,
ผลลัพธ์ที่ได้มอบเรื่องราวใหม่ที่น่าสนใจสำหรับหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฟิสิกส์สสารควบแน่น โลหะประหลาดนำไฟฟ้าไม่เหมือนโลหะทั่วไป อิเล็กตรอนของมันดูเหมือนจะสูญเสียอัตลักษณ์ความเป็นปัจเจก กลายเป็นซุปควอนตัมแบบหมู่คณะ การทดลองนี้เชื่อมโยงโดยตรงระหว่างการสลายของอนุภาคเสมือน ณ จุดวิกฤตควอนตัมแบบคอนโด เดสตรัคชัน เข้ากับการเพิ่มสูงขึ้นของเอนแทงเกิลเมนต์หลายอนุภาค ,
สภาพต้านทานไฟฟ้าที่แปรผันตามอุณหภูมิเชิงเส้นซึ่งเป็นนิยามของโลหะประหลาด อาจไม่ใช่ลายเซ็นของความไม่เป็นระเบียบหรือการกระเจิงแบบง่ายๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ของสถานะควอนตัมแบบหมู่คณะที่พัวพันกันอย่างยิ่งยวด
นอกเหนือจากการอธิบายโลหะประหลาดแล้ว งานวิจัยนี้ยังปูทางสู่การประยุกต์ใช้เชิงปฏิบัติสำหรับเทคโนโลยีควอนตัม ข้อมูลควอนตัมฟิชเชอร์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องตรวจจับเอนแทงเกิลเมนต์เท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญของ 'มาตรวิทยาควอนตัม' (quantum metrology) ซึ่งเป็นศาสตร์แห่งการวัดที่แม่นยำสูงยิ่ง วัสดุที่แสดงเอนแทงเกิลเมนต์ภายในที่แข็งแกร่งและเสถียรย่อมเป็นแพลตฟอร์มธรรมชาติสำหรับเซนเซอร์ความไวสูง หากสามารถรักษาเอนแทงเกิลเมนต์ดังกล่าวไว้ได้ที่อุณหภูมิสูงขึ้นซึ่งใช้งานได้จริง วัสดุเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกอย่างตั้งแต่การตรวจจับสนามแม่เหล็กไปจนถึงการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง การศึกษานี้เปิดประตูสู่การใช้เทคนิคบนฐาน QFI เพื่อคัดกรองวัสดุควอนตัมอื่นๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจรวมไปถึงตัวนำยวดยิ่งอุณหภูมิสูงเพื่อค้นหาเอนแทงเกิลเมนต์ระดับมหภาค ,
การศึกษานี้เป็นความร่วมมือระดับนานาชาติ งานทดลองนำโดยกลุ่มวิจัยของซิลเคอ บือเลอร์-พาเชน ที่ TU Wien โดยมีเฟเดริโก มัซซา (Federico Mazza) นักศึกษาปริญญาเอกทำการทดลองการกระเจิงนิวตรอนที่ ILL เกรอนอบล์ รากฐานทางทฤษฎีสร้างขึ้นโดยทีมของปีเตอร์ โซลเลอร์แห่งมหาวิทยาลัยอินส์บรุค พร้อมด้วยทีมงานอีกส่วนหนึ่งจากคิเมี่ยว สี (Qimiao Si) แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ (Rice University) ซึ่งกลุ่มวิจัยของเขาได้ศึกษากลไกคอนโด เดสตรัคชันใน Ce₃Pd₂₀Si₆ มาเป็นเวลานาน
การผสานเครื่องมือเชิงนามธรรมของข้อมูลควอนตัมเข้ากับความเป็นจริงอันยุ่งเหยิงของของแข็งขนาดใหญ่ ทำให้ทีมวิจัยได้สร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองสาขาที่ห่างไกลกัน พวกเขาได้มอบวิธีใหม่ให้นักฟิสิกส์ได้เป็นสักขีพยานของ 'ปฏิบัติการลี้ลับ' ที่ไอน์สไตน์เคยเคลือบแคลงใจ ไม่ใช่ในห้องสุญญากาศที่ควบคุม แต่ภายในคริสตัลเล็กๆ ที่ส่องประกายระยิบระยับและวางอยู่ตรงหน้าเรานี่เอง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ในการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 นักฟิสิกส์จาก TU Wien ตรวจวัดระดับควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ขั้นสูงโดยตรงในหมู่กลุ่มอนุภาคอย่างน้อย 9 กลุ่ม ภายในคริสตัลโลหะประหลาดขนาดหนึ่งเซนติเมตรที่สามารถถือไ...
ในการทดลองครั้งประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2026 นักฟิสิกส์จาก TU Wien ตรวจวัดระดับควอนตัมเอนแทงเกิลเมนต์ขั้นสูงโดยตรงในหมู่กลุ่มอนุภาคอย่างน้อย 9 กลุ่ม ภายในคริสตัลโลหะประหลาดขนาดหนึ่งเซนติเมตรที่สามารถถือไ... ทีมวิจัยไม่ได้พยายามทำให้คริสตัลทั้งก้อนอยู่ในสถานะทับซ้อน แต่ใช้การยิงนิวตรอนเพื่อสังเกตการตอบสนองร่วมกันของ 'สปิน' ของอนุภาคภายในวัสดุแทน
ผลลัพธ์ชี้ว่าพฤติกรรมแปลกประหลาดของโลหะประหลาด (strange metals) ซึ่งมีสภาพต้านทานไฟฟ้าแปรผันตรงตามอุณหภูมิ อาจมีรากฐานมาจากเอนแทงเกิลเมนต์แบบหลายอนุภาค ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นหาเซนเซอร์ควอนตัมที่ทำงานได้ในอุณหภูมิห้องอย่...