การประกาศที่งาน MOVE 2026 ณ กรุงลอนดอนครั้งนี้ ได้วางสูตรการแบ่งงานกันอย่างชัดเจนตามความถนัดของแต่ละฝ่าย Stellantis จะรับหน้าที่ออกแบบและผลิตยานยนต์ที่พร้อมสำหรับเทคโนโลยีไร้คนขับ (L4-Ready Platforms™) Wayve มอบสมองกล AI ขับขี่อัตโนมัติแบบครบวงจรที่ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ (map-free, end-to-end AI Driver) และ Uber ก็จะเป็นประตูสู่ผู้โดยสารผ่านเครือข่ายการให้บริการเรียกรถขนาดใหญ่ของตน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีผลผูกพัน” (Non-binding) คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุดของข้อตกลงนี้ เพราะมันไม่ใช่สัญญาทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่มีตัวเลขการลงทุนที่ตายตัว และที่สำคัญคือ “ไม่มีการผูกขาด” (No exclusivity) ซึ่งหมายความว่าทุกฝ่ายมีอิสระเต็มที่ที่จะจับมือกับคู่ค้ารายอื่นๆ ในโลกของธุรกิจขับขี่อัตโนมัติได้ต่อไป
พูดง่ายๆ คือ นี่คือการประกาศเจตนารมณ์ สร้างกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อเริ่มต้นการพูดคุยในรายละเอียดเชิงลึก ทั้งเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี การออกใบอนุญาต การผลิต และการจัดซื้อยานพาหนะ โดยไม่ต้องผูกมัดใครไว้กับเส้นทางเพียงเส้นทางเดียว
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ Stellantis ระบุว่าพันธมิตรครั้งนี้คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ด้านการเดินทาง โดยเป็นการรวมเอาจุดแข็งที่ดีที่สุดของแต่ละฝ่ายมาไว้ด้วยกัน: “ด้วยการรวมสุดยอดแพลตฟอร์มรถยนต์ L4-Ready Platforms™ จาก Stellantis, ระบบ AI Driver ขั้นสูงจาก Wayve และเครือข่ายการเดินทางชั้นนำจาก Uber ทั้งสามบริษัทมุ่งหวังที่จะเร่งการเปิดตัวบริการแท็กซี่หุ่นยนต์ไปทั่วโลก” มาดูกันว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง
Stellantis: ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ Stellantis จะเป็นแม่งานในการออกแบบและผลิตยานยนต์ไร้คนขับจำนวนมาก โดยใช้พื้นฐานจากแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “L4-Ready” ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 4 แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยเป้าหมายจำนวนการผลิตหรือกำหนดการส่งมอบที่แน่นอน แต่ก็ชัดเจนว่า Stellantis จะรับผิดชอบตั้งแต่การประกอบตัวรถไปจนถึงการผสานรวมเซ็นเซอร์ต่างๆ
Wayve: สตาร์ทอัปจากอังกฤษรายนี้คือผู้อยู่เบื้องหลัง “ความฉลาด” ในการขับขี่ จุดขายที่ทำให้ Wayve โดดเด่นคือระบบ AI Driver แบบ end-to-end ที่ไม่พึ่งพาแผนที่ สามารถเรียนรู้และตัดสินใจจากข้อมูลการขับขี่บนท้องถนนจริงได้เลย โดยไม่ต้องอาศัยเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือกฎที่เขียนขึ้นด้วยมือมนุษย์ ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีหลักเดียวกับที่ Wayve ใช้ในความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ
Uber: แพลตฟอร์มเรียกรถยอดนิยมจะทำหน้าที่เป็นหน้าร้านดิจิทัล โดยมีแผนจะนำโรโบแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบของ Wayve เหล่านี้ไปให้บริการผ่านแอปพลิเคชันของ Uber ในยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่นๆ ความร่วมมือนี้ครอบคลุมไปถึงการผสานรวมยานยนต์ การทดสอบ การตรวจสอบรับรอง และการนำไปใช้งานจริงร่วมกัน
MoU ฉบับนี้ไม่ใช่ฟ้าผ่าลงมากลางวงการ แต่เป็นผลพวงจากความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตลอดปี 2025-2026 เรียกได้ว่าเป็นการ “ผูกปม” ความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเสียมากกว่า
Stellantis และ Wayve: หุ้นส่วนระบบช่วยขับขี่ Level 2++ (พฤษภาคม 2026)
ก่อนหน้าการประกาศสามเส้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ Stellantis และ Wayve เพิ่งประกาศความร่วมมือทางเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ ที่จะรวมเอา Wayve AI Driver เข้าไปในแพลตฟอร์ม STLA AutoDrive ของ Stellantis เพื่อให้รถยนต์สามารถขับขี่แบบ Hands-free ภายใต้การควบคุมดูแล (Supervised Autonomous Driving) ในระดับ 2++ ได้ ทั้งในเขตเมืองและบนทางหลวง โดยตั้งเป้าจะเปิดตัวในตลาดอเมริกาเหนือในปี 2028 ดีลนี้เป็นการต่อยอดจากการที่ Stellantis เข้าไปลงทุนใน Wayve ก่อนหน้านั้น ซึ่งตอกย้ำว่า Stellantis มอง Wayve เป็นกุญแจสำคัญในแผนการขับขี่อัตโนมัติของค่าย
Wayve และ Uber: เตรียมความพร้อมก่อนเปิดตัวในลอนดอน (มิถุนายน 2026)
เพียง 9 วันก่อนข่าว MoU กับ Stellantis ทาง Uber ก็เริ่มก่อให้เกิดกระแสในลอนดอน ด้วยการเปิดให้ผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรลงทะเบียน “Interest List” สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้สัมผัสประสบการณ์แท็กซี่ไร้คนขับของ Wayve โดยบริการนี้จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าฟอร์ด มัสแตง มาค-อี สีดำ พร้อมพนักงานดูแลความปลอดภัย (Safety Driver) ประจำหลังพวงมาลัยเป็นเบื้องต้น ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกรถผ่านแอป Uber ได้ในราคาปกติ ทั้งนี้มีแผนจะเปิดให้บริการจริงในปี 2026 แต่จะต้องรอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งแห่งสหราชอาณาจักร (U.K. Department for Transport) ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดรับสมัครโครงการนำร่องยานยนต์ไร้คนขับเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา
Wayve, Uber และ Nissan: MoU แท็กซี่หุ่นยนต์ในโตเกียว (มีนาคม 2026)
ย้อนกลับไปอีกนิดในช่วงต้นปี 2026 Wayve และ Uber ได้เซ็น MoU อีกฉบับหนึ่งกับนิสสัน เพื่อพัฒนาบริการโรโบแท็กซี่ในญี่ปุ่น โดยมีแผนนำร่องในกรุงโตเกียวปลายปี 2026 ซึ่งจะเป็นการใช้รถ นิสสัน ลีฟ ที่ติดตั้งระบบ AI ของ Wayve และนับเป็นครั้งแรกที่ Uber จับมือกับพาร์ตเนอร์ด้านยานยนต์ไร้คนขับในญี่ปุ่น ดีลที่โตเกียวนี้เป็นเพียงหนึ่งในแผนการใหญ่ของ Wayve-Uber ที่ต้องการเปิดตัวบริการในกว่า 10 เมืองทั่วโลก
การใช้ Wayve เป็นพาร์ตเนอร์หลักด้าน AI ไม่ใช่หนทางเดียวที่ Stellantis เดินในตลาดรถยนต์ไร้คนขับ ยังมีรายงานว่ากลุ่มทุนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วย NVIDIA, Uber และ Foxconn ตั้งเป้าจะพัฒนาโรโบแท็กซี่ Level 4 ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ของ NVIDIA โดยอ้างว่ามีขั้นต่ำในการจัดหารถถึง 5,000 คันเพื่อใช้ในเครือข่ายของ Uber อย่างไรก็ดี ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มทุนนี้ รวมถึงข้อผูกมัดขั้นต่ำ รายชื่อพาร์ตเนอร์ที่แน่นอน หรือการเปรียบเทียบทางเทคนิคของซอฟต์แวร์ NVIDIA ยังไม่มีปรากฏในเอกสารที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลที่มีคือกลยุทธ์แบบ “Dual-track” หรือการเดินหน้าแบบสองทางของ Stellantis ทางหนึ่งคือเส้นทางของ Wayve ที่ให้ความสำคัญกับ AI Driver และความร่วมมือกับ Uber เพื่อทำตลาด Robotaxi ส่วนอีกทางคือความร่วมมือกับ Wayve เช่นกันแต่อยู่ในรูปแบบการช่วยขับขี่ Level 2++ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จะเปิดตัวในปี 2028 ซึ่งทำให้ Stellantis สามารถเข้าไปมีบทบาทในหลายช่วงของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ที่เราซื้อใช้กัน ไปจนถึงยานพาหนะให้บริการแบบไร้คนขับทั้งคัน
บันทึกข้อตกลงนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการเปิดบริการแท็กซี่หุ่นยนต์ และไม่ได้สร้างเงื่อนไขทางการเงินที่มีผลผูกพันใดๆ มันเป็นเพียงกรอบการทำงานเพื่อเริ่มต้นเจรจาอย่างจริงจังในเรื่องเฉพาะเจาะจงต่อไป เช่น จำนวนยานยนต์ รูปแบบการแบ่งปันรายได้ การขอสิทธิ์ในการเป็นผู้ให้บริการแต่เพียงผู้เดียวในตลาดใดตลาดหนึ่ง และกำหนดการในการลงมือทำจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเจรจาต่อรองที่หนักหน่วงที่รออยู่เบื้องหน้า
การประกาศที่งาน MOVE 2026 ณ กรุงลอนดอนครั้งนี้ ได้วางสูตรการแบ่งงานกันอย่างชัดเจนตามความถนัดของแต่ละฝ่าย Stellantis จะรับหน้าที่ออกแบบและผลิตยานยนต์ที่พร้อมสำหรับเทคโนโลยีไร้คนขับ (L4-Ready Platforms™) Wayve มอบสมองกล AI ขับขี่อัตโนมัติแบบครบวงจรที่ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ (map-free, end-to-end AI Driver) และ Uber ก็จะเป็นประตูสู่ผู้โดยสารผ่านเครือข่ายการให้บริการเรียกรถขนาดใหญ่ของตน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่มีผลผูกพัน” (Non-binding) คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุดของข้อตกลงนี้ เพราะมันไม่ใช่สัญญาทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีการระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน ไม่มีตัวเลขการลงทุนที่ตายตัว และที่สำคัญคือ “ไม่มีการผูกขาด” (No exclusivity) ซึ่งหมายความว่าทุกฝ่ายมีอิสระเต็มที่ที่จะจับมือกับคู่ค้ารายอื่นๆ ในโลกของธุรกิจขับขี่อัตโนมัติได้ต่อไป
พูดง่ายๆ คือ นี่คือการประกาศเจตนารมณ์ สร้างกรอบการทำงานร่วมกันเพื่อเริ่มต้นการพูดคุยในรายละเอียดเชิงลึก ทั้งเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี การออกใบอนุญาต การผลิต และการจัดซื้อยานพาหนะ โดยไม่ต้องผูกมัดใครไว้กับเส้นทางเพียงเส้นทางเดียว
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ Stellantis ระบุว่าพันธมิตรครั้งนี้คือการสร้าง “ระบบนิเวศ” ด้านการเดินทาง โดยเป็นการรวมเอาจุดแข็งที่ดีที่สุดของแต่ละฝ่ายมาไว้ด้วยกัน: “ด้วยการรวมสุดยอดแพลตฟอร์มรถยนต์ L4-Ready Platforms™ จาก Stellantis, ระบบ AI Driver ขั้นสูงจาก Wayve และเครือข่ายการเดินทางชั้นนำจาก Uber ทั้งสามบริษัทมุ่งหวังที่จะเร่งการเปิดตัวบริการแท็กซี่หุ่นยนต์ไปทั่วโลก” มาดูกันว่าใครทำหน้าที่อะไรบ้าง
Stellantis: ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ Stellantis จะเป็นแม่งานในการออกแบบและผลิตยานยนต์ไร้คนขับจำนวนมาก โดยใช้พื้นฐานจากแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “L4-Ready” ซึ่งติดตั้งเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 4 แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยเป้าหมายจำนวนการผลิตหรือกำหนดการส่งมอบที่แน่นอน แต่ก็ชัดเจนว่า Stellantis จะรับผิดชอบตั้งแต่การประกอบตัวรถไปจนถึงการผสานรวมเซ็นเซอร์ต่างๆ
Wayve: สตาร์ทอัปจากอังกฤษรายนี้คือผู้อยู่เบื้องหลัง “ความฉลาด” ในการขับขี่ จุดขายที่ทำให้ Wayve โดดเด่นคือระบบ AI Driver แบบ end-to-end ที่ไม่พึ่งพาแผนที่ สามารถเรียนรู้และตัดสินใจจากข้อมูลการขับขี่บนท้องถนนจริงได้เลย โดยไม่ต้องอาศัยเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือกฎที่เขียนขึ้นด้วยมือมนุษย์ ซึ่งก็เป็นเทคโนโลยีหลักเดียวกับที่ Wayve ใช้ในความร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆ
Uber: แพลตฟอร์มเรียกรถยอดนิยมจะทำหน้าที่เป็นหน้าร้านดิจิทัล โดยมีแผนจะนำโรโบแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบของ Wayve เหล่านี้ไปให้บริการผ่านแอปพลิเคชันของ Uber ในยุโรป อเมริกาเหนือ และภูมิภาคอื่นๆ ความร่วมมือนี้ครอบคลุมไปถึงการผสานรวมยานยนต์ การทดสอบ การตรวจสอบรับรอง และการนำไปใช้งานจริงร่วมกัน
MoU ฉบับนี้ไม่ใช่ฟ้าผ่าลงมากลางวงการ แต่เป็นผลพวงจากความสัมพันธ์ทวิภาคีที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นตลอดปี 2025-2026 เรียกได้ว่าเป็นการ “ผูกปม” ความร่วมมือที่มีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเสียมากกว่า
Stellantis และ Wayve: หุ้นส่วนระบบช่วยขับขี่ Level 2++ (พฤษภาคม 2026)
ก่อนหน้าการประกาศสามเส้าเพียงไม่กี่สัปดาห์ Stellantis และ Wayve เพิ่งประกาศความร่วมมือทางเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ ที่จะรวมเอา Wayve AI Driver เข้าไปในแพลตฟอร์ม STLA AutoDrive ของ Stellantis เพื่อให้รถยนต์สามารถขับขี่แบบ Hands-free ภายใต้การควบคุมดูแล (Supervised Autonomous Driving) ในระดับ 2++ ได้ ทั้งในเขตเมืองและบนทางหลวง โดยตั้งเป้าจะเปิดตัวในตลาดอเมริกาเหนือในปี 2028 ดีลนี้เป็นการต่อยอดจากการที่ Stellantis เข้าไปลงทุนใน Wayve ก่อนหน้านั้น ซึ่งตอกย้ำว่า Stellantis มอง Wayve เป็นกุญแจสำคัญในแผนการขับขี่อัตโนมัติของค่าย
Wayve และ Uber: เตรียมความพร้อมก่อนเปิดตัวในลอนดอน (มิถุนายน 2026)
เพียง 9 วันก่อนข่าว MoU กับ Stellantis ทาง Uber ก็เริ่มก่อให้เกิดกระแสในลอนดอน ด้วยการเปิดให้ผู้ใช้ในสหราชอาณาจักรลงทะเบียน “Interest List” สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่ได้สัมผัสประสบการณ์แท็กซี่ไร้คนขับของ Wayve โดยบริการนี้จะใช้รถยนต์ไฟฟ้าฟอร์ด มัสแตง มาค-อี สีดำ พร้อมพนักงานดูแลความปลอดภัย (Safety Driver) ประจำหลังพวงมาลัยเป็นเบื้องต้น ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกรถผ่านแอป Uber ได้ในราคาปกติ ทั้งนี้มีแผนจะเปิดให้บริการจริงในปี 2026 แต่จะต้องรอใบอนุญาตจากกรมการขนส่งแห่งสหราชอาณาจักร (U.K. Department for Transport) ซึ่งเพิ่งเริ่มเปิดรับสมัครโครงการนำร่องยานยนต์ไร้คนขับเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา
Wayve, Uber และ Nissan: MoU แท็กซี่หุ่นยนต์ในโตเกียว (มีนาคม 2026)
ย้อนกลับไปอีกนิดในช่วงต้นปี 2026 Wayve และ Uber ได้เซ็น MoU อีกฉบับหนึ่งกับนิสสัน เพื่อพัฒนาบริการโรโบแท็กซี่ในญี่ปุ่น โดยมีแผนนำร่องในกรุงโตเกียวปลายปี 2026 ซึ่งจะเป็นการใช้รถ นิสสัน ลีฟ ที่ติดตั้งระบบ AI ของ Wayve และนับเป็นครั้งแรกที่ Uber จับมือกับพาร์ตเนอร์ด้านยานยนต์ไร้คนขับในญี่ปุ่น ดีลที่โตเกียวนี้เป็นเพียงหนึ่งในแผนการใหญ่ของ Wayve-Uber ที่ต้องการเปิดตัวบริการในกว่า 10 เมืองทั่วโลก
การใช้ Wayve เป็นพาร์ตเนอร์หลักด้าน AI ไม่ใช่หนทางเดียวที่ Stellantis เดินในตลาดรถยนต์ไร้คนขับ ยังมีรายงานว่ากลุ่มทุนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วย NVIDIA, Uber และ Foxconn ตั้งเป้าจะพัฒนาโรโบแท็กซี่ Level 4 ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ของ NVIDIA โดยอ้างว่ามีขั้นต่ำในการจัดหารถถึง 5,000 คันเพื่อใช้ในเครือข่ายของ Uber อย่างไรก็ดี ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มทุนนี้ รวมถึงข้อผูกมัดขั้นต่ำ รายชื่อพาร์ตเนอร์ที่แน่นอน หรือการเปรียบเทียบทางเทคนิคของซอฟต์แวร์ NVIDIA ยังไม่มีปรากฏในเอกสารที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดจากแหล่งข้อมูลที่มีคือกลยุทธ์แบบ “Dual-track” หรือการเดินหน้าแบบสองทางของ Stellantis ทางหนึ่งคือเส้นทางของ Wayve ที่ให้ความสำคัญกับ AI Driver และความร่วมมือกับ Uber เพื่อทำตลาด Robotaxi ส่วนอีกทางคือความร่วมมือกับ Wayve เช่นกันแต่อยู่ในรูปแบบการช่วยขับขี่ Level 2++ สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่จะเปิดตัวในปี 2028 ซึ่งทำให้ Stellantis สามารถเข้าไปมีบทบาทในหลายช่วงของห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ในรถยนต์ที่เราซื้อใช้กัน ไปจนถึงยานพาหนะให้บริการแบบไร้คนขับทั้งคัน
บันทึกข้อตกลงนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัดสำหรับการเปิดบริการแท็กซี่หุ่นยนต์ และไม่ได้สร้างเงื่อนไขทางการเงินที่มีผลผูกพันใดๆ มันเป็นเพียงกรอบการทำงานเพื่อเริ่มต้นเจรจาอย่างจริงจังในเรื่องเฉพาะเจาะจงต่อไป เช่น จำนวนยานยนต์ รูปแบบการแบ่งปันรายได้ การขอสิทธิ์ในการเป็นผู้ให้บริการแต่เพียงผู้เดียวในตลาดใดตลาดหนึ่ง และกำหนดการในการลงมือทำจริง ซึ่งทั้งหมดนี้คือการเจรจาต่อรองที่หนักหน่วงที่รออยู่เบื้องหน้า