แม้จะเป็นเพียงกรอบข้อตกลงเบื้องต้น แต่สัญญาณการลดระดับความขัดแย้งก็มากพอจะจุดชนวนให้ตลาดการเงินโลกปรับตัวอย่างรุนแรงในวันที่ 15 มิถุนายน
ข่าวดีจากตะวันออกกลางเปรียบเสมือนการปลดล็อกพันธนาการความกังวลของนักลงทุน ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ:
1. หุ้นเอเชียทะยาน
ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นถึง 5.3% นำโด่งตลาดภูมิภาค ขณะที่ดัชนีโคสปีของเกาหลีใต้ก็ทะยานตามมาติดๆ เช่นเดียวกับตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วเอเชียที่พากันปิดบวก โดยนักลงทุนต่างตั้งตารอว่าน้ำมันจากตะวันออกกลางจะเริ่มไหลเข้าสู่ระบบเมื่อใด
2. น้ำมันดิบดิ่งหนัก สู่จุดต่ำสุดในรอบหลายเดือน
ความคาดหวังว่าอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียจะกลับมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างรุนแรง น้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงประมาณ 4.5% ไปแตะระดับต่ำสุดที่ 83.05–83.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นราคาที่ถูกที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ด้านน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ปรับตัวลดลงประมาณ 4.7% มาอยู่ที่ 80.89 ดอลลาร์
3. ค่าเงินเอเชียแข็งค่าสุดในรอบหลายสัปดาห์
ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่และภูมิภาคเอเชียพากันแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างมาก โดยดัชนีดอลลาร์ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ:
4. นักลงทุนสถาบันปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่
JPMorgan Chase & Co. ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำสำหรับสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Currencies) เป็น Overweight และหันไปชื่นชอบตลาดชายขอบ (Frontier Markets) มากขึ้น หลังจากที่ปัจจัยเสี่ยงด้านสงครามที่เคยถ่วงน้ำหนักในกลุ่มสินทรัพย์ EM ได้ผ่อนคลายลง
รายงานจาก MUFG ยังเน้นย้ำถึงแนวโน้มเชิงบวกต่อสกุลเงินเอเชียที่มีค่าเบต้าต่ำ โดยคาดว่าเงินทุนจะไหลเข้าสู่สกุลเงินอย่างหยวนและริงกิตอย่างต่อเนื่อง
5. ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ลดความร้อนแรง
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.45% สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่ลดลงเมื่อความเสี่ยงจากสงครามบรรเทาลง
ท่ามกลางกระแสตอบรับเชิงบวก ยังคงมีข้อกังขาจากนักวิเคราะห์และภาคธุรกิจขนส่งทางเรือ การจะทำให้การไหลเวียนของพลังงานทั่วโลกกลับมาเป็นปกตินั้นอาจต้องใช้เวลาหลายเดือน เนื่องจากยังมี:
เจ้าของเรือหลายรายยังคงรอรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ก่อนจะยอมกลับมาใช้เส้นทางขนส่งอีกครั้ง และในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ก็ดีดตัวกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 83.42 ดอลลาร์ เนื่องจากตลาดเริ่มซึมซับรายละเอียดที่ "ยังคลุมเครือ" ของข้อตกลงเบื้องต้นนี้
บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกโฉมความเชื่อมั่นของตลาดทุนโลกภายในชั่วข้ามคืน ความหวังต่อสันติภาพไม่เพียงทำให้ต้นทุนพลังงานมีแนวโน้มถูกลง แต่ยังช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อและหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในเอเชีย อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่ากรอบข้อตกลงนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ เนื่องจากเส้นทางจาก "ข้อตกลงเบื้องต้น" สู่ "การปฏิบัติจริง" ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย