คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ อังกฤษประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok, Instagram, YouTube, Snapchat และแพลตฟอร์มหลักรวม 10 รายการ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ช่วงต้นปี 2027 [1][3] นอกจากการแบนโซเชียลมีเดีย รัฐบาลยังเตรียมจำกัดไลฟ์สตรีม การติดต่อเด็กโดยคนแปลกหน้า และแชตบอต AI เชิงโรแมนติกหรือทางเพศสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี [1][24] ผลสำรวจระดับชาติพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ปกครองสนับสนุนการแบน แต่ Amnesty International และกลุ่มสิทธิอื่น ๆ เตือนว่านโยบายแบบเหมารวมอาจผลักเด็กไปสู่พื้นที่ออนไลน์ที่อันตรายกว่า [17][36] What is the UK's new ban on under-16s from social media platforms like TikTok and Instagram — which platforms are covered, when will it take The UK’s under-16 social media ban will block access to ten major platforms from early 2027. Credit: AI-generated illustration. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is the UK's new ban on under-16s from social media platforms like TikTok and Instagram — which platforms are covered, when will it take. Article summary: On 15 June 2026, Prime Minister Keir Starmer announced that the UK will ban children under 16 from all major social media platforms, taking effect in early 2027, using a model closely based on Australia's world-first ban. Topic tags: general, government, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "UK Bans Social Media for Under-16: Starmer Targets TikTok, Instagram, Snapchat and Gaming Platforms The Financial Express 377000 subscribers 14 likes 661 views 15 Jun 2026 British" source context "Starmer Targets TikTok, Instagram, Snapchat and Gaming Platforms" Reference image 2: visual subject
openai.com คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "อังกฤษเตรียมแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี: แอปไหนโดนบล็อก และทำไมยังถกเถียงกันหนัก" คืออะไร อังกฤษประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok, Instagram, YouTube, Snapchat และแพลตฟอร์มหลักรวม 10 รายการ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ช่วงต้นปี 2027 [1][3]
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? อังกฤษประกาศห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ TikTok, Instagram, YouTube, Snapchat และแพลตฟอร์มหลักรวม 10 รายการ โดยคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ช่วงต้นปี 2027 [1][3] นอกจากการแบนโซเชียลมีเดีย รัฐบาลยังเตรียมจำกัดไลฟ์สตรีม การติดต่อเด็กโดยคนแปลกหน้า และแชตบอต AI เชิงโรแมนติกหรือทางเพศสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี [1][24]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? ผลสำรวจระดับชาติพบว่า 9 ใน 10 ของผู้ปกครองสนับสนุนการแบน แต่ Amnesty International และกลุ่มสิทธิอื่น ๆ เตือนว่านโยบายแบบเหมารวมอาจผลักเด็กไปสู่พื้นที่ออนไลน์ที่อันตรายกว่า [17][36]
นโยบายนี้เดินตามแนวทางของออสเตรเลียที่เริ่มบังคับใช้มาตรการจำกัดโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีแล้ว แต่รัฐบาลอังกฤษเพิ่มข้อจำกัดบางประการสำหรับวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 18 ปีเข้าไปด้วย ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นก้าวสำคัญเพื่อปกป้องเด็ก ผู้คัดค้านกลับกังวลว่า การแบนแบบครอบคลุมอาจเป็นคำตอบที่ตรงไปตรงมาเกินไปสำหรับปัญหาที่ซับซ้อน
แพลตฟอร์มใดบ้างที่อยู่ในข่ายแบน เอกสารชี้แจงของรัฐบาลอังกฤษระบุแพลตฟอร์ม 10 รายการที่จะไม่เปิดให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้งาน ได้แก่
TikTok
Snapchat
Instagram
YouTube
Reddit
Twitch
X หรือชื่อเดิม Twitter
Threads
Facebook
Kick
รายชื่อดังกล่าวตั้งใจให้ใกล้เคียงกับโมเดลของออสเตรเลีย ซึ่งจำกัดแพลตฟอร์มอย่าง Facebook, Instagram, TikTok, Snapchat, X, YouTube, Reddit และ Twitch เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แอปส่งข้อความอย่าง WhatsApp และ Signal จะไม่รวมอยู่ในการแบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่บริการสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เช่น YouTube Kids จะยังใช้งานได้
เริ่มใช้เมื่อไร และจะบังคับอย่างไร บริษัทเทคโนโลยีจะต้องใช้ระบบยืนยันอายุที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ “robust age assurance” เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้อายุต่ำกว่าเกณฑ์เข้าถึงบริการ โดย Ofcom จะเป็นผู้ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎ
ประเด็นสำคัญคือ ภาระหลักจะตกอยู่กับแพลตฟอร์ม ไม่ใช่เด็กหรือผู้ปกครอง รัฐบาลจึงต้องกำหนดให้บริษัทตรวจสอบอายุและป้องกันการสร้างหรือใช้งานบัญชีของผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีให้ได้จริง
อังกฤษต่างจากออสเตรเลียอย่างไร รัฐบาลอังกฤษประกาศชัดเจนว่าจะ “ใช้โมเดลเดียวกับออสเตรเลีย” สำหรับการแบนโซเชียลมีเดีย
ออสเตรเลียเริ่มบังคับใช้กฎหมาย Online Safety Amendment (Social Media Minimum Age) Act 2024 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2025 โดยแพลตฟอร์มต้องป้องกันไม่ให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีสร้างหรือคงบัญชีไว้บนบริการที่อยู่ในข่าย กฎหมายดังกล่าวยังเปิดทางให้บริษัทเทคโนโลยีถูกปรับสูงสุด 50 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 25.7 ล้านปอนด์ หากไม่ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันผู้ใช้อายุต่ำกว่าเกณฑ์
จุดที่อังกฤษขยายความเข้มงวดเกินกว่าโมเดลออสเตรเลีย คือการเพิ่มข้อจำกัดสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้แก่
จำกัดการไลฟ์สตรีมบนบริการออนไลน์บางประเภท
จำกัดไม่ให้คนแปลกหน้าติดต่อเด็กบนบริการออนไลน์อื่น ๆ
ห้ามแชตบอต AI ที่มีเนื้อหาเชิงโรแมนติกหรือทางเพศสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
มาตรการเหล่านี้จะทำงานควบคู่กับ Online Safety Act ซึ่งเป็นกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ที่มีอยู่แล้วของอังกฤษ และให้อำนาจหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่ากรอบกฎหมายของออสเตรเลียในบางด้าน
จากการถกเถียงในรัฐสภาสู่คำประกาศของรัฐบาล แผนแบนครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยราบรื่น แต่ผ่านการต่อรองทางการเมืองและการรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่ของประชาชน ลำดับเหตุการณ์สำคัญมีดังนี้
มกราคม 2026 — สภาขุนนางลงมติ 261 ต่อ 150 เสียง เพื่อเพิ่มข้อเสนอแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าไปในร่างกฎหมายว่าด้วยสวัสดิภาพเด็กและโรงเรียน
มีนาคม 2026 — สภาสามัญชนโหวตไม่รับข้อเสนอของสภาขุนนางด้วยคะแนน 307 ต่อ 173 เสียง ขณะเดียวกันรัฐบาลเปิดการปรึกษาหารือระดับชาติเป็นเวลา 3 เดือนในหัวข้อ “Growing up in the online world”
มีนาคม–พฤษภาคม 2026 — การปรึกษาหารือได้รับคำตอบ 81,283 รายการ แบ่งเป็นผู้ปกครอง 42,410 รายการ และเยาวชน 13,890 รายการ
ผลการปรึกษาหารือ — ผู้ปกครอง 9 ใน 10 คนสนับสนุนการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ขณะที่เยาวชนราวสองในสามเห็นว่าเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์มเป็นอย่างน้อย
ปลายเดือนมีนาคม 2026 — สภาขุนนางลงมติสนับสนุนการแบนอีกครั้งด้วยคะแนน 266 ต่อ 141 เสียง เพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจ
เมษายน 2026 — สภาสามัญชนปฏิเสธข้อเสนอเป็นครั้งที่สอง ด้วยคะแนน 256 ต่อ 150 เสียง แม้รัฐมนตรีจะให้คำมั่นว่าจะนำมาตรการจำกัดอายุหรือจำกัดฟังก์ชันบางรูปแบบมาใช้
มิถุนายน 2026 — สตาร์เมอร์ยุติทางตันด้วยการประกาศเดินหน้าแบนเต็มรูปแบบ โดยกล่าวว่าถึงเวลาต้อง “คืนวัยเด็กให้เด็ก ๆ”
ทำไมกลุ่มสิทธิเด็กและความเป็นส่วนตัวจึงคัดค้าน แม้ผลสำรวจจะแสดงให้เห็นแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แต่การประกาศแบนก็ก่อให้เกิดเสียงคัดค้านทันทีจากองค์กรสิทธิเด็ก นักเคลื่อนไหวด้านความเป็นส่วนตัว นักวิชาการ และบริษัทเทคโนโลยี
Amnesty International: “วินิจฉัยถูก แต่เลือกวิธีรักษาผิด” เคอร์รี มอสโกกีอูรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Amnesty International UK เรียกนโยบายนี้ว่า “วินิจฉัยถูก แต่เลือกวิธีรักษาผิด” พร้อมเตือนว่า การแบนแบบครอบคลุมอาจผลักการใช้อินเทอร์เน็ตของเด็กให้หลบซ่อน ตัดเด็กออกจากเครือข่ายช่วยเหลือที่จำเป็น และไม่สามารถจัดการต้นตอของอันตรายได้
Amnesty และองค์กรสิทธิมนุษยชนอีกหลายแห่งเห็นว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีเด็กอยู่บนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่รูปแบบธุรกิจและการออกแบบอัลกอริทึมที่อาจจูงใจให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมกับบริการนานขึ้น โดยแลกกับความเป็นอยู่ที่ดี ความเป็นส่วนตัว และสิทธิของเด็ก
คำเตือนเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
นิโคลา คิลลีน กรรมาธิการด้านเด็กของสกอตแลนด์ กล่าวว่า หลักฐานว่านโยบายแบนจะทำให้เด็กปลอดภัยขึ้นยัง “ไม่เพียงพอ” และเตือนว่าเด็กอาจหันไปใช้พื้นที่อินเทอร์เน็ตที่มีการกำกับดูแลน้อยกว่า หรืออันตรายกว่า
Big Brother Watch ระบุในเอกสารชี้แจงต่อรัฐสภาว่า ข้อเสนอนี้อาจ “ไม่สามารถทำให้เด็กปลอดภัยขึ้น และก่อผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจอย่างร้ายแรง” ซึ่งอาจกระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ
เครือข่ายองค์กรและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก 42 แห่ง ชี้ว่า หลักฐานว่าการแบนจะช่วยยกระดับสุขภาพจิตของเด็กยังมีจำกัด
เอมี ออร์เบน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า จากหลักฐานที่มีอยู่ ยังมีเหตุผลน้อยมากที่จะคาดหวังว่าการแบนเพียงอย่างเดียวจะช่วยเพิ่มความเป็นอยู่ที่ดีหรือสุขภาพจิตได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น
Open Rights Group เตือนว่าการบังคับใช้กฎอาจต้องสร้างระบบตรวจสอบอายุในระดับประชากร ซึ่งมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อความเป็นส่วนตัว การคุ้มครองข้อมูล และเสรีภาพในการแสดงออก
บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meta, TikTok, Snap และ YouTube ก็ออกมาคัดค้านเช่นกัน โดยมองว่านโยบายนี้เกินสัดส่วนกับปัญหา บริษัทเหล่านี้ระบุว่าตนลงทุนกับระบบคุ้มครองผู้ใช้ตามวัยอยู่แล้ว และการแบนแบบเหมารวมอาจผลักเด็กไปสู่บริการที่ปลอดภัยน้อยกว่า
สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ นโยบายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีของอังกฤษถูกประกาศทิศทางแล้ว แต่คำถามสำคัญยังอยู่ที่รายละเอียดการบังคับใช้ ตั้งแต่วิธีตรวจสอบอายุ ขอบเขตของแพลตฟอร์ม ไปจนถึงการจัดการกับผู้ที่พยายามหลบเลี่ยงข้อจำกัด
เมื่อรัฐบาลเตรียมออกกฎระเบียบภายในสิ้นปี 2026 ความสนใจจะย้ายไปอยู่ที่ Ofcom ว่าจะกำกับระบบยืนยันอายุอย่างไร และมาตรการนี้จะทำให้เด็กปลอดภัยขึ้นจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็นการผลักปัญหาไปอยู่ในพื้นที่ออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ยากกว่าเดิม
bbc.com How does Australia's under-16 social media ban work? - BBC