แรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานในช่วงก่อนเปิดตลาด — การที่ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างรุนแรงได้จุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่างกว้างขวาง โดยหุ้นของ Shell ปรับตัวลดลงมากกว่า 3% ในช่วงการซื้อขายก่อนตลาดเปิด เช่นเดียวกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ที่ปรับตัวลดลงในอัตราที่สูงกว่า อาทิ TotalEnergies ลดลงกว่า 4%, Equinor ลดลงกว่า 4%, BP ลดลงประมาณ 3.7% และแม้แต่ Exxon Mobil กับ Chevron ก็ยังปรับตัวลดลงกว่า 2%
การพักโครงการซื้อหุ้นคืน 3 พันล้านดอลลาร์ของ Shell — ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน (วันศุกร์ก่อนหน้า) Shell ได้ประกาศพักโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการชั่วคราว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนไปจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 การพักโครงการนี้มีสาเหตุมาจากข้อกำหนดทางกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นของ ARC Resources สำหรับการเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตพลังงานสัญชาติแคนาดารายนี้ด้วยมูลค่า 16.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปกติแล้ว โครงการซื้อหุ้นคืนจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาหุ้นของบริษัทเอาไว้ได้ การที่ Shell ต้องพักโครงการนี้ลงในช่วงเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันร่วงอย่างรุนแรง จึงเท่ากับเป็นการดึงปัจจัยหนุนสำคัญออกไปจากตลาด และส่งผลให้ราคาหุ้นในช่วงพรีมาร์เก็ตทรุดตัวลงอย่างรุนแรงกว่าเดิม
แรงซื้อในตลาดหุ้นโดยรวม และการหมุนเวียนกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) — ข่าวข้อตกลงสันติภาพส่งผลให้ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกต่างพากันทะยานขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่ถ่วงตลาดมานานได้คลี่คลายลง นักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากจึงตัดสินใจโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มปลอดภัยหรือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามอย่างหุ้นพลังงาน ไปยังหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Cyclical stocks) และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แทน ซึ่งแรงขายที่เกิดจากการหมุนเวียนกลุ่มหุ้นนี้เองที่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับราคาหุ้นของ Shell และหุ้นน้ำมันอื่นๆ แม้ในภาพรวมตลาดจะอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม