นี่คือการวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกันและส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงในครั้งนี้:
ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ-อิหร่าน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง — เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ประกาศกรอบข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมายาวนานถึง 15 สัปดาห์ และจะดำเนินการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งช่องแคบฮอร์มุซนี้ถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อเศรษฐกิจโลก ข่าวดีดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลงประมาณ 4.6% ไปอยู่ที่ 83.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ก็ปรับตัวลดลงในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน สำหรับบริษัทน้ำมันรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Shell การที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงนั้นหมายถึงการบีบอัดรายได้จากธุรกิจสำรวจและผลิต (Upstream) และกระแสเงินสดของบริษัทโดยตรง
แรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานในช่วงก่อนเปิดตลาด — การที่ราคาน้ำมันร่วงลงอย่างรุนแรงได้จุดชนวนให้เกิดแรงเทขายหุ้นในกลุ่มพลังงานอย่างกว้างขวาง โดยหุ้นของ Shell ปรับตัวลดลงมากกว่า 3% ในช่วงการซื้อขายก่อนตลาดเปิด เช่นเดียวกับบริษัทน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ที่ปรับตัวลดลงในอัตราที่สูงกว่า อาทิ TotalEnergies ลดลงกว่า 4%, Equinor ลดลงกว่า 4%, BP ลดลงประมาณ 3.7% และแม้แต่ Exxon Mobil กับ Chevron ก็ยังปรับตัวลดลงกว่า 2%
การพักโครงการซื้อหุ้นคืน 3 พันล้านดอลลาร์ของ Shell — ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน (วันศุกร์ก่อนหน้า) Shell ได้ประกาศพักโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการชั่วคราว โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนไปจนถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 การพักโครงการนี้มีสาเหตุมาจากข้อกำหนดทางกฎหมายหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่หนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นของ ARC Resources สำหรับการเข้าซื้อกิจการผู้ผลิตพลังงานสัญชาติแคนาดารายนี้ด้วยมูลค่า 16.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยปกติแล้ว โครงการซื้อหุ้นคืนจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยพยุงราคาหุ้นของบริษัทเอาไว้ได้ การที่ Shell ต้องพักโครงการนี้ลงในช่วงเวลาเดียวกับที่ราคาน้ำมันร่วงอย่างรุนแรง จึงเท่ากับเป็นการดึงปัจจัยหนุนสำคัญออกไปจากตลาด และส่งผลให้ราคาหุ้นในช่วงพรีมาร์เก็ตทรุดตัวลงอย่างรุนแรงกว่าเดิม
แรงซื้อในตลาดหุ้นโดยรวม และการหมุนเวียนกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) — ข่าวข้อตกลงสันติภาพส่งผลให้ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกต่างพากันทะยานขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ที่ถ่วงตลาดมานานได้คลี่คลายลง นักลงทุนและเทรดเดอร์จำนวนมากจึงตัดสินใจโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มปลอดภัยหรือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสงครามอย่างหุ้นพลังงาน ไปยังหุ้นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Cyclical stocks) และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ แทน ซึ่งแรงขายที่เกิดจากการหมุนเวียนกลุ่มหุ้นนี้เองที่กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับราคาหุ้นของ Shell และหุ้นน้ำมันอื่นๆ แม้ในภาพรวมตลาดจะอยู่ในภาวะขาขึ้นก็ตาม