ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคหายาก (Rare Diseases) กว่า 7,000 ชนิด ประมาณการว่ามีผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเหล่านี้ราว 400 ล้านคน ปัญหาใหญ่คือผู้ป่วยกว่าครึ่งยังคง ไม่ได้รับการวินิจฉัย แม้จะผ่านการตรวจทางพันธุกรรมมาตรฐานมาแล้วก็ตาม
งานวิจัยนี้ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างดังกล่าวโดยตรง ด้วยการตรวจเพียงครั้งเดียวที่ทรงพลังกว่า และยังช่วยลดขั้นตอนการตรวจที่ซ้ำซ้อนและยืดเยื้อ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ป่วยและครอบครัวต้องรอคอยเป็นปีๆ เพื่อที่จะรู้ว่าโรคที่เผชิญอยู่คืออะไรกันแน่
หัวใจสำคัญคือ ความยาวของสาย DNA ที่อ่านได้
ความสามารถในการอ่านสาย DNA ที่ต่อเนื่องและยาวนานขึ้นนี้ มีข้อได้เปรียบมหาศาล เพราะสามารถไขรหัสในบริเวณที่ซับซ้อนของจีโนม ลำดับเบสที่ซ้ำไปซ้ำมา หรือการจัดเรียงโครงสร้างใหญ่ๆ ที่วิธีการอ่านสั้นไม่สามารถทำแผนที่ได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งลูกเล่นเด็ดคือเทคโนโลยีนี้ยังสามารถ ตรวจจับการดัดแปลงทางเคมีบน DNA หรือที่เรียกว่า Epigenetic Modifications (เช่น DNA Methylation) ไปพร้อมๆ กับการถอดรหัสเลยทีเดียว โดยไม่ต้องทำการทดสอบเพิ่ม
แม้ในภาพรวมของคนทั่วไป เท่าเทคโนโลยีนี้อาจดูว่าให้ผลวินิจฉัยเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ในบริบททางการแพทย์ มันคือความก้าวหน้าที่มีความหมายมหาศาล
ในการศึกษาแบบมุ่งไปข้างหน้า (Prospective Study) กับผู้ป่วย 832 รายที่ถูกนำเสนอในงานประชุมพันธุศาสตร์มนุษย์แห่งยุโรป (ESHG 2026) พบว่า
นั่นหมายถึงอัตราการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 2.7 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 3% ตัวเลขนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะมันเป็นการค้นพบที่เพิ่มเติมขึ้นมา เหนือจากผลที่ดีที่สุดของวิธีมาตรฐานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างสำหรับผู้ป่วยที่เกือบจะหมดหวังที่จะได้คำตอบ
ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจด้วยวิธีอ่านสั้น (Short-Read) มาก่อน เทคโนโลยี Long-Read นี้เคยถูกรายงานว่าสามารถให้ผลการวินิจฉัยเพิ่มเติมได้อีกถึง 7–17%
ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคหายากในปัจจุบันมักเป็นเหมือนโดมิโนที่ต้องล้มหลายตัว ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจทีละอย่าง เริ่มจากการตรวจความผิดปกติของตัวอักษรพันธุกรรม (Single Nucleotide Variants - SNVs) ไปจนถึงการตรวจหาชิ้นส่วนที่ขาดหรือเกิน (Indels) หรือการจัดเรียงตัวที่ผิดตำแหน่ง (Structural Variants) ซึ่งต้องใช้เทคนิคเฉพาะทางแตกต่างกันไป
เทคโนโลยีใหม่นี้พลิกโฉมกระบวนการทั้งหมด เพราะสามารถ ตรวจจับความผิดปกติทุกรูปแบบได้ในการทดสอบเดียว ไม่ว่าจะเป็น SNVs, Indels, ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง (Structural Variants), การขยายตัวของลำดับเบสซ้ำๆ (Short Tandem Repeat Expansions) หรือการจัดเรียงรหัสพันธุกรรมที่ซับซ้อน จึงสามารถใช้ทดแทนการตรวจเฉพาะทางที่แตกต่างกันได้มากถึง 15 ชนิด
ทั้งนี้ ศูนย์การแพทย์ Radboud UMC ได้เริ่มนำการทดสอบนี้ไปใช้ในงานประจำทางคลินิกแล้ว โดยตั้งเป้าตรวจมากถึง 5,000 รายต่อปี โดยข้อมูลทางเทคนิคยังยืนยันว่าการถอดรหัสจีโนมด้วยเทคโนโลยี HiFi (High-Fidelity) นี้ให้ผลที่สอดคล้องกับการตรวจมาตรฐานสูงถึง 96.4% และเมื่อนำแบบจำลองไปคิดกับจำนวนผู้ป่วยในหนึ่งปี พบว่าสามารถปรับปรุงหรือทำให้ผลการวินิจฉัยชัดเจนขึ้นได้อีกประมาณ 3.4% ของผู้ป่วยทั้งหมด
ศาสตราจารย์ Lisenka Vissers หัวหน้าทีมวิจัยและเพื่อนร่วมงาน ไม่เพียงแค่เสนอว่าเทคโนโลยีนี้ดีกว่า แต่ยังให้คำแนะนำไปไกลถึงขั้นเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ด้วยการระบุในรายงานว่า โลกควรนำการถอดรหัสพันธุกรรมแบบอ่านยาวนี้มาใช้เป็นการตรวจทางเลือกแรกสำหรับผู้ป่วยโรคพันธุกรรมหายากทุกแห่ง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา: การตรวจหนึ่งครั้งที่ครอบคลุม แม่นยำกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า ควรเข้ามาแทนที่การตรวจแบบแยกส่วนต่อเนื่องที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อตัดวงจรการรอคอยอันยาวนาน (ที่ในทางการแพทย์เรียกว่า "Diagnostic Odyssey") ของผู้ป่วยและครอบครัวให้สั้นลง และที่สำคัญ คืองานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในเชิงทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเทคโนโลยีที่ถูกใช้จริงในห้องปฏิบัติการทางคลินิกแล้วในระดับหนึ่ง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนว่าศูนย์การแพทย์อื่นๆ ก็สามารถเปลี่ยนผ่านมาสู่รูปแบบการทำงานแบบนี้ได้