หัวใจสำคัญคือ ความยาวของสาย DNA ที่อ่านได้
ความสามารถในการอ่านสาย DNA ที่ต่อเนื่องและยาวนานขึ้นนี้ มีข้อได้เปรียบมหาศาล เพราะสามารถไขรหัสในบริเวณที่ซับซ้อนของจีโนม ลำดับเบสที่ซ้ำไปซ้ำมา หรือการจัดเรียงโครงสร้างใหญ่ๆ ที่วิธีการอ่านสั้นไม่สามารถทำแผนที่ได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งลูกเล่นเด็ดคือเทคโนโลยีนี้ยังสามารถ ตรวจจับการดัดแปลงทางเคมีบน DNA หรือที่เรียกว่า Epigenetic Modifications (เช่น DNA Methylation) ไปพร้อมๆ กับการถอดรหัสเลยทีเดียว โดยไม่ต้องทำการทดสอบเพิ่ม
แม้ในภาพรวมของคนทั่วไป เท่าเทคโนโลยีนี้อาจดูว่าให้ผลวินิจฉัยเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ในบริบททางการแพทย์ มันคือความก้าวหน้าที่มีความหมายมหาศาล
ในการศึกษาแบบมุ่งไปข้างหน้า (Prospective Study) กับผู้ป่วย 832 รายที่ถูกนำเสนอในงานประชุมพันธุศาสตร์มนุษย์แห่งยุโรป (ESHG 2026) พบว่า
นั่นหมายถึงอัตราการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นสุทธิ 2.7 จุดเปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นการวินิจฉัยที่เพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 3% ตัวเลขนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพราะมันเป็นการค้นพบที่เพิ่มเติมขึ้นมา เหนือจากผลที่ดีที่สุดของวิธีมาตรฐานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นการปิดช่องว่างสำหรับผู้ป่วยที่เกือบจะหมดหวังที่จะได้คำตอบ
ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยจากการตรวจด้วยวิธีอ่านสั้น (Short-Read) มาก่อน เทคโนโลยี Long-Read นี้เคยถูกรายงานว่าสามารถให้ผลการวินิจฉัยเพิ่มเติมได้อีกถึง 7–17%
ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคหายากในปัจจุบันมักเป็นเหมือนโดมิโนที่ต้องล้มหลายตัว ผู้ป่วยต้องเข้ารับการตรวจทีละอย่าง เริ่มจากการตรวจความผิดปกติของตัวอักษรพันธุกรรม (Single Nucleotide Variants - SNVs) ไปจนถึงการตรวจหาชิ้นส่วนที่ขาดหรือเกิน (Indels) หรือการจัดเรียงตัวที่ผิดตำแหน่ง (Structural Variants) ซึ่งต้องใช้เทคนิคเฉพาะทางแตกต่างกันไป
เทคโนโลยีใหม่นี้พลิกโฉมกระบวนการทั้งหมด เพราะสามารถ ตรวจจับความผิดปกติทุกรูปแบบได้ในการทดสอบเดียว ไม่ว่าจะเป็น SNVs, Indels, ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง (Structural Variants), การขยายตัวของลำดับเบสซ้ำๆ (Short Tandem Repeat Expansions) หรือการจัดเรียงรหัสพันธุกรรมที่ซับซ้อน จึงสามารถใช้ทดแทนการตรวจเฉพาะทางที่แตกต่างกันได้มากถึง 15 ชนิด
ทั้งนี้ ศูนย์การแพทย์ Radboud UMC ได้เริ่มนำการทดสอบนี้ไปใช้ในงานประจำทางคลินิกแล้ว โดยตั้งเป้าตรวจมากถึง 5,000 รายต่อปี โดยข้อมูลทางเทคนิคยังยืนยันว่าการถอดรหัสจีโนมด้วยเทคโนโลยี HiFi (High-Fidelity) นี้ให้ผลที่สอดคล้องกับการตรวจมาตรฐานสูงถึง 96.4% และเมื่อนำแบบจำลองไปคิดกับจำนวนผู้ป่วยในหนึ่งปี พบว่าสามารถปรับปรุงหรือทำให้ผลการวินิจฉัยชัดเจนขึ้นได้อีกประมาณ 3.4% ของผู้ป่วยทั้งหมด
ศาสตราจารย์ Lisenka Vissers หัวหน้าทีมวิจัยและเพื่อนร่วมงาน ไม่เพียงแค่เสนอว่าเทคโนโลยีนี้ดีกว่า แต่ยังให้คำแนะนำไปไกลถึงขั้นเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ด้วยการระบุในรายงานว่า โลกควรนำการถอดรหัสพันธุกรรมแบบอ่านยาวนี้มาใช้เป็นการตรวจทางเลือกแรกสำหรับผู้ป่วยโรคพันธุกรรมหายากทุกแห่ง
เหตุผลนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา: การตรวจหนึ่งครั้งที่ครอบคลุม แม่นยำกว่า และมีประสิทธิภาพมากกว่า ควรเข้ามาแทนที่การตรวจแบบแยกส่วนต่อเนื่องที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เพื่อตัดวงจรการรอคอยอันยาวนาน (ที่ในทางการแพทย์เรียกว่า "Diagnostic Odyssey") ของผู้ป่วยและครอบครัวให้สั้นลง และที่สำคัญ คืองานวิจัยนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในเชิงทฤษฎีอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเทคโนโลยีที่ถูกใช้จริงในห้องปฏิบัติการทางคลินิกแล้วในระดับหนึ่ง และมีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนว่าศูนย์การแพทย์อื่นๆ ก็สามารถเปลี่ยนผ่านมาสู่รูปแบบการทำงานแบบนี้ได้