การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพร่วม กำลังกลายเป็นเวทีความตึงเครียดทางการทูตรูปแบบใหม่ หลังเกิดปัญหาการออกวีซ่าให้กับคณะผู้แทนทีมชาติอิหร่าน ซึ่งไม่เพียงแต่กระทบทีมงานเบื้องหลัง แต่ยังลามไปถึงแฟนบอลและผู้ตัดสินด้วย ข้อพิพาทนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่ระหว่างสองประเทศ และเสียงวิจารณ์ที่ว่ากีฬากำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
จากคณะสตาฟฟ์ของทีมชาติอิหร่านจำนวน 15 คนที่ถูกปฏิเสธวีซ่าเข้าสหรัฐฯ ในตอนแรก มีเพียง 4 คนเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์สำเร็จ และจะได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ ในขณะที่ ทีมงานอีก 11 คนยังคงถูกแบน และจะไม่สามารถเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในมหกรรมฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน
การปฏิเสธวีซ่าระลอกแรกมุ่งเป้าไปที่ "บุคลากรระดับบริหารและฝ่ายจัดการคนสำคัญ" ของทีม รวมถึง เฮดายัต มอมเบอินี (Hedayat Mombeini) เลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน และ เมห์ดี โมฮัมหมัด นาบี (Mehdi Mohammad Nabi) รองประธานสหพันธ์ ส่วนรายชื่อเฉพาะของเจ้าหน้าที่ที่ยังคงถูกห้ามเข้าเมืองนั้น ประกอบด้วย มอร์เตซา โมฮัมมาดี (Morteza Mohammadi) หัวหน้าคณะกรรมการทีมชาติ, ซาอีด ซาเลฮี (Saeed Salehi) กรรมการบริหารสหพันธ์, ฮัสซัน คัมรานฟาร์ (Hassan Kamranfar) แพทย์ประจำทีม และ โมฮัมหมัด เรซา ซาเกต (Mohammad Reza Saket) ที่ปรึกษาอาวุโส
ทางการอิหร่านได้ออกมากล่าวหาสหรัฐฯ ว่าแสดง "พฤติกรรมอาฆาต" และ "การปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ" โดยให้เหตุผลว่าการปฏิเสธวีซ่ามุ่งเป้าไปที่ทีมงานฝ่ายจัดการ บริหาร และเทคนิค ซึ่งล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขาดไม่ได้ของทีมชาติใดๆ สถานทูตอิหร่านในตุรกีได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ตั้งคำถามว่า เหตุใดสหรัฐฯ จึงประกาศว่าวีซ่าของนักเตะได้รับการอนุมัติ แต่กลับละเว้นที่จะบอกว่า "บุคลากรสนับสนุนส่วนใหญ่" ถูกปฏิเสธ
ก่อนหน้านี้ ทอม แบร์แร็ก (Tom Barrack) ทูตสหรัฐฯ ได้ออกมาระบุว่าวีซ่าได้รับการอนุมัติแล้ว แต่อิหร่านโต้กลับด้วยการชี้ให้เห็นถึงการปฏิเสธในวงกว้าง ข้อพิพาทนี้ซ้อนทับอยู่บนความเป็นปรปักษ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงความตึงเครียดทางทหาร มาตรการคว่ำบาตร และปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน รายงานหลายฉบับชี้ให้เห็นว่าแรงเสียดทานเรื่องวีซ่านี้ไม่สามารถแยกออกจากการเผชิญหน้าทางการเมืองในวงกว้างได้
ด้าน แอนดรูว์ จูเลียนี (Andrew Giuliani) หัวหน้าคณะทำงานเฉพาะกิจทำเนียบขาวสำหรับฟุตบอลโลก ได้ออกมาปกป้องการปฏิเสธวีซ่าต่อสาธารณะ โดยอ้างถึงข้อกังวลด้านความมั่นคงและการตรวจสอบประวัติ
1. การระงับบัตรเข้าชมของแฟนบอล: ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มเพียงไม่กี่วัน สหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน (FFIRI) อ้างว่า ฟีฟ่าได้เพิกถอนโควตาบัตรทั้งหมด สำหรับการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มของอิหร่านทั้งสามนัดในสหรัฐฯ (พบกับนิวซีแลนด์ที่ลอสแองเจลีสวันที่ 15 มิถุนายน, พบกับเบลเยียมที่ลอสแองเจลีสวันที่ 21 มิถุนายน และพบกับอียิปต์ที่ซีแอตเทิลวันที่ 26 มิถุนายน) ซึ่งส่งผลกระทบต่อแฟนๆ หลายพันคนที่ได้จองการเดินทางไว้แล้ว อิหร่านเรียกการตัดสินใจนี้ว่าเป็นการ "บ่อนทำลาย" การเข้าร่วมของพวกเขา
ด้านฟีฟ่าระบุว่ากำลังทำงานเพื่อ "เพิ่มโอกาสสูงสุดให้แฟนบอลอิหร่านได้เข้าชมการแข่งขัน"
2. ผู้ตัดสินโซมาเลียถูกห้ามเข้าเมือง: ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย โอมาร์ อาร์ตาน (Omar Artan) ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศเมื่อเดินทางถึงสนามบินนานาชาติไมอามี โดยสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐฯ (CBP) แม้ว่าเขาจะถือวีซ่าที่ถูกต้องและหนังสือเดินทางทูต โดยให้เหตุผลว่า "มีข้อกังวลด้านการตรวจสอบประวัติ" อาร์ตาน วัย 34 ปี ผู้ถูกหมายมั่นให้เป็น ผู้ตัดสินชาวโซมาเลียคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ต้องถูกฟีฟ่าถอดชื่อออกจากทัวร์นาเมนต์
อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการต้อนรับกลับบ้านเกิดในฐานะวีรบุรุษ
จูเลียนีก็ได้ออกมาปกป้องการปฏิเสธครั้งนี้เช่นกัน โดยเชื่อมโยงกับการตรวจสอบด้านความปลอดภัยในภาพรวม
3. โลจิสติกส์ของทีมสะดุด: นักเตะอิหร่านได้รับวีซ่าและเดินทางถึงเม็กซิโกเพื่อเก็บตัวฝึกซ้อมก่อนทัวร์นาเมนต์ แต่การที่ทีมงาน 11 คนถูกแบนทำให้คณะผู้แทนต้องปฏิบัติงานโดยขาดโครงสร้างสนับสนุนส่วนสำคัญไป โดยก่อนหน้านี้ ทีมใช้เวลาฝึกซ้อมในตุรกีนานถึงสามสัปดาห์เพื่อรอผลการพิจารณาวีซ่า
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
จากทีมงานอิหร่าน 15 คนที่ถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ ตอนแรก มีเพียง 4 คนที่ยื่นอุทธรณ์สำเร็จและได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศได้ [8]
จากทีมงานอิหร่าน 15 คนที่ถูกปฏิเสธวีซ่าสหรัฐฯ ตอนแรก มีเพียง 4 คนที่ยื่นอุทธรณ์สำเร็จและได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศได้ [8] ทีมงานคนสำคัญ 11 คนยังคงถูกแบนห้ามเดินทาง รวมถึงเลขาธิการสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่าน เฮดายัต มอมเบอินี และรองประธานสหพันธ์ เมห์ดี โมฮัมหมัด นาบี [4]
นอกจากวีซ่าสตาฟฟ์ ยังมีประเด็นบัตรเข้าชมของแฟนบอลอิหร่านที่ถูกระงับ ตั๋วสำหรับ 3 นัดในรอบแบ่งกลุ่มถูกยกเลิก สร้างความโกลาหลให้แฟนบอลที่จองทุกอย่างไว้แล้ว [2]