ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่วนใหญ่ยังทรงตัวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดตัวลงเกือบสนิท ด้วยกลไกกันชน 3 ประการ ได้แก่ ข้อสันนิษฐานว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งในที่สุด, ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ... นักวิเคราะห์จาก ING เตือนว่าตลาดน้ำมันอาจถึง 'จุดเปลี่ยน' สำคัญในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เมื่อปริมา...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What factors have kept oil prices from surging past $100 per barrel since the Strait of Hormuz closure, why does ING warn that the market co. Article summary: Here is a revised breakdown covering all four questions, limited to what the provided sources support.. Topic tags: general, news, general web, education, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "The conflict and resulting blockade of fossil fuel shipping through the strait of Hormuz have sent oil soaring, topping $126 at the end of last" source context "Oil price rises back above $100 a barrel as energy market may be past ‘point of no return’ | Oil | The Guardian" Reference image 2: visual subject "The conflict and resulting blockade of fossil fuel shipping through the strait of Hormuz have sent oil soa
เส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันดิบโลกถึงหนึ่งในห้า อยู่ในภาวะหยุดชะงักเกือบสนิทมานานหลายเดือน จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการปิดกั้นทางทหาร แต่สำหรับตลาดที่เคยเตรียมรับมือกับราคาที่อาจพุ่งพรวดไปถึง 150 หรือแม้แต่ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในทันที ทิศทางของราคากลับนิ่งเงียบอย่างน่าประหลาดใจ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude) ร่วงลงต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นจุดสำคัญทางจิตวิทยาอยู่หลายครั้ง แม้ว่าวิกฤตจะยังยืดเยื้อ นี่ไม่ใช่เพราะภาวะช็อกด้านอุปทานเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด เพราะสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency หรือ IEA) เรียกสถานการณ์นี้ว่าเป็น "การหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก" หากแต่เป็นเพราะชุดกลไกกันชน สมมติฐาน และการเปลี่ยนแปลงในฝั่งอุปสงค์ ได้ก่อตัวเป็นเพดานราคาที่เปราะบางขึ้นมา คำถามสำคัญที่ตามมาคือ เพดานนี้จะยังคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่
ความยืดหยุ่นอย่างคาดไม่ถึงของตลาดน้ำมัน โยงใยกลับไปหาปัจจัยหนุนสามประการที่ทำงานร่วมกันเพื่อดูดซับแรงกระแทกครั้งแรก โดยไม่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกเต็มรูปแบบ
แรงหนุนที่ทรงพลังที่สุดที่คอยประคองราคาเอาไว้ คือสมมติฐานร่วมของตลาดที่ว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะไม่ถูกปิดถาวรตลอดไป สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Energy Information Administration หรือ EIA) ได้สร้างแบบจำลองบนหลักการที่ว่าช่องแคบจะยังคงปิดอย่างมีประสิทธิผลไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมเท่านั้น และการสัญจรจะค่อยๆ กลับมาในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน แม้ว่า EIA จะเตือนว่าการฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ "จะต้องใช้เวลาหลายเดือน" และย้ำว่า "เราไม่เคยเห็นการเปิดขึ้นอีกครั้งของมันมาก่อน"
แต่ตลาดก็ยังคงประเมินราคาโดยคาดหวังถึงการกลับสู่ภาวะปกติในท้ายที่สุด การคาดการณ์เรื่องการฟื้นตัวในตัวนี้เองที่ป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งราคาแบบสูญเสียอุปทานถาวร (terminal-supply-loss pricing) ซึ่งจะส่งให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นสู่สถานการณ์เลวร้ายสูงสุดของมัน
สหรัฐอเมริกาเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งนี้โดยมีกันชนที่น่าเกรงขามติดตัวมาด้วย นั่นคือคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR) ซึ่งมีน้ำมันดิบสำรองอยู่ถึง 411 ล้านบาร์เรล ณ สิ้นปี 2025 หรือเทียบเท่ากับการปกป้องการนำเข้าน้ำมันดิบสุทธิของสหรัฐฯ ได้ประมาณ 125 วัน คลังสำรองพร้อมใช้จำนวนมหาศาลนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งหลักประกันทางจิตวิทยาและทางกายภาพที่สำคัญ คอยสร้างความมั่นใจให้กับตลาดว่ารัฐบาลสามารถเข้าแทรกแซงเพื่อชดเชยภาวะขาดแคลนได้ หากคลังสำรองเชิงพาณิชย์ลดลงต่ำจนถึงขั้นวิกฤต ขนาดของ SPR หมายความว่าเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกจะยังไม่ขาดแคลนน้ำมันในเร็ววันนี้ ซึ่งช่วยลดทอนความเสี่ยงขั้นรุนแรงที่มิฉะนั้นจะสะท้อนเข้าไปในราคาซื้อขายสัญญาล่วงหน้า
บางทีตัวรักษาเสถียรภาพที่ถูกมองข้ามมากที่สุดอาจเป็นประเทศจีน เมื่อความขัดแย้งดำเนินมาถึงวันที่ 100 เหล่านักวิเคราะห์ต่างชี้ไปที่การลดลงอย่างรวดเร็วของการนำเข้าน้ำมันดิบของจีนว่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ความหวาดกลัวเรื่องน้ำมัน 200 ดอลลาร์ยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้ว่าอุปทานน้ำมันดิบโลกจะลดลงถึง 14% นับตั้งแต่การสู้รบเริ่มต้นขึ้น ปักกิ่งได้ลดการนำเข้าลงจาก 11.7 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ มาอยู่ที่เกือบ 9 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการดูดซับแรงกระแทกด้านอุปทานส่วนใหญ่ผ่านอุปสงค์ที่ลดลง แทนที่จะเป็นราคาที่พุ่งสูงขึ้น
การปรับตัวทางด้านอุปสงค์นี้ได้ช่วยปิดฝาราคาเอาไว้อย่างมีประสิทธิผล แม้บรรดานักวิเคราะห์จะเตือนว่ากันชนนี้เป็นเพียงของชั่วคราว และท้ายที่สุดแล้วจีนจะต้องกลับมาเติมคลังสำรองอีกครั้ง ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันให้ราคาสูงขึ้นในภายหลัง
นอกเหนือไปจากสามเสาหลักนี้ ยังมีการเพิ่มขึ้นของค่าความเสี่ยง (risk premium) ในระดับสูงแต่ยังไม่ถึงขั้นตื่นตระหนก ตลาดได้ "ปรับตัวลดความร้อนแรงลง" หลังจากการพุ่งขึ้นในช่วงแรก โดยที่การเจรจาสันติภาพที่ชะงักงันและความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลางช่วยรักษาระดับค่าความเสี่ยงเอาไว้ โดยไม่ก่อให้เกิดการเทขายสินทรัพย์หรือการยอมจำนนของตลาดอย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงของอุปทานโลก ซึ่งรวมถึงเรือบางลำที่จ่าย "ค่าผ่านทาง" ให้กับกองกำลังอิหร่านเพื่อแลกกับการผ่านอย่างปลอดภัย ก็ช่วยให้มีน้ำมันไหลเวียนได้บ้างเล็กน้อย
พลวัตทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ได้นานกว่าที่หลายคนคาดคิด
ดุลยภาพในปัจจุบันนั้นไม่เสถียรอย่างยิ่ง นักกลยุทธ์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์จาก ING อย่าง Warren Patterson และ Ewa Manthey ได้เตือนว่าตลาดกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ ในบันทึกเดือนมิถุนายน 2026 พวกเขากล่าวอย่างชัดเจนว่า: "เราเชื่อว่าตลาดจะถึงจุดเปลี่ยน (inflection point) ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม หากเราไม่เห็นการกลับมาไหลเวียนของน้ำมันก่อนหน้านั้น นี่คือช่วงเวลาที่ระดับคลังสำรองและอุปสงค์ตามฤดูกาลที่แข็งแกร่งขึ้นจะผลักดันให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสู่ระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล"
ตรรกะเบื้องหลังนั้นตรงไปตรงมาและน่าตกใจ คาดว่าคลังน้ำมันสำรองทั่วโลกจะลดลงโดยเฉลี่ย 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2026 ทาง EIA ได้เตือนว่าราคาเชื้อเพลิงจะยังคงสูงขึ้นต่อไปจนกว่าการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันจะกลับมาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งพวกเขาระบุว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน แม้ว่าจะมีข้อยุติทางการเมืองแล้วก็ตาม
นักวิเคราะห์จากสถาบัน Brookings ก็ได้สะท้อนความเห็นนี้ โดยระบุว่า "เมื่อมันเปิดอีกครั้ง ตลาดจะใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะกลับสู่ภาวะปกติ"
การบรรจบกันของปัจจัยเหล่านี้—คลังสำรองที่ลดลงอย่างรวดเร็ว, กรอบเวลาการเปิดเส้นทางที่เชื่องช้า, และอุปสงค์เชื้อเพลิงในช่วงฤดูร้อนที่สูงขึ้น—ได้สร้างกรอบเวลาที่แคบลงมา หากการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายในครึ่งหลังของเดือนกรกฎาคม ตลาดจะเหลือน้ำมันน้อยเกินไปและมีอุปสงค์มากเกินไป ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จสำหรับการปรับราคาขึ้นใหม่อย่างรุนแรง สถานการณ์พื้นฐานของ ING ยังชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบางก็อาจคลี่คลายลงได้ หากการไหลเวียนของน้ำมันไม่กลับมาในเร็ววัน ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงขาขึ้นยังคงอยู่ต่อไป
แนวคิดเรื่อง "เขตอันตราย" (danger zone) สำหรับคลังสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ มาจากแนวคิดเรื่องระดับปฏิบัติการขั้นต่ำ (minimum operating levels) ซึ่งก็คือปริมาณน้ำมันขั้นต่ำสุดที่โรงกลั่นและท่อส่งต้องมีเพื่อให้สามารถทำงานได้ และไม่สามารถนำมาใช้ได้ง่ายๆ นักวิเคราะห์ตลาดท่านหนึ่งชื่อ Michael Brady ได้ประเมินว่า จากน้ำมันในคลังเก็บเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ประมาณ 426 ล้านบาร์เรลนั้น มีประมาณ 290 ล้านบาร์เรลที่ "ไม่สามารถใช้งานได้ในทางปฏิบัติ" เพราะมันถูกใช้เติมท่อ, เป็นก้นถัง, หรือผูกมัดตามสัญญาระยะยาว ด้วยอัตราการนำออกมาใช้ในปัจจุบัน Brady คาดการณ์ว่าสหรัฐฯ อาจเข้าสู่เขตอันตรายนี้ "ในช่วงใดช่วงหนึ่งของเดือนกรกฎาคม"
สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่าตัวเลข "เขตอันตราย" เหล่านี้เป็นเพียงการประมาณการของนักวิเคราะห์ ไม่ใช่สถิติอย่างเป็นทางการของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นชัดเจน: คลังน้ำมันสำรองทั่วโลกกำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็วที่อัตรา 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และคลัง SPR แม้จะใหญ่ แต่ก็เป็นทรัพย์สินที่มีจำกัด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เกณฑ์ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง แต่อยู่ที่อัตราความเร็วในการลดลงของสต็อก ซึ่งเป็นเส้นกราฟที่ลาดชันอย่างน่าอึดอัด มุ่งหน้าสู่ฤดูร้อนที่มีกันชนด้านอุปทานที่บางเฉียบอย่างน่าหวั่นใจ
แม้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันจะค่อนข้างนิ่ง แต่สถานการณ์หายนะอย่างแท้จริงก็ยังไม่หายไปไหน ธนาคารรายใหญ่ บริษัทที่ปรึกษา และแบบจำลองของรัฐบาลหลายแห่งยังคงส่งสัญญาณเตือนว่า ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นความเป็นไปได้ที่แท้จริง หากสถานการณ์เลวร้ายลง
สถานการณ์ "การหยุดชะงักอย่างยืดเยื้อ" (Extended Disruption) ที่รุนแรงที่สุดของ Wood Mackenzie ได้จำลองสถานการณ์น้ำมันแตะ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างชัดเจน บนสมมติฐานที่ว่าช่องแคบจะยังคงปิดเป็นส่วนใหญ่ไปจนถึงสิ้นปี 2026 พร้อมกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักวิเคราะห์จาก Macquarie Group เตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อไปตลอดทั้งไตรมาสที่สอง ราคาน้ำมันอาจทำสถิติใหม่ที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
Fereidun Fesharaki ประธานกิตติคุณของบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน FGE NexantECA กล่าวอย่างตรงไปตรงมายิ่งกว่ากับสำนักข่าว Bloomberg ว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นภายในหกถึงแปดสัปดาห์ "เรากำลังมองหาน้ำมัน 150 ดอลลาร์ก่อน และตามด้วย 200 ดอลลาร์ และอาจทะลุเลย 200 ดอลลาร์"
แบบจำลองของ EIA เอง แม้จะถูกสร้างขึ้นบนสมมติฐานเรื่องการเปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่ก็คาดการณ์ว่าราคาเบรนท์จะขึ้นไปสูงสุดที่ 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสที่สองของปี 2026 ซึ่งการคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งในเร็ววัน หากสมมติฐานนั้นผิดพลาด เพดานราคาก็จะสูงขึ้นอย่างมาก นักข่าวของ Bloomberg ที่ติดตามวิกฤตการณ์นี้ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และนักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทกำลัง "เริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนที่ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" เพราะที่ระดับราคานั้น การทำลายอุปสงค์ (demand destruction) จะกลายเป็นกลไกสร้างสมดุลที่สมจริงเพียงหนึ่งเดียว
ตัวเลขทางคณิตศาสตร์นั้นโหดร้าย: ด้วยอุปทานน้ำมันโลกประมาณ 20% ที่ถูกปิดกั้น และไม่มีทางออกทางการทหารหรือการทูตที่รวดเร็วในการเปิดช่องแคบอีกครั้ง น้ำมันดิบในท้องตลาดกำลังหายไปเร็วกว่าที่จะหามาทดแทนได้ ประธานของ Wood Mackenzie ตั้งข้อสังเกตว่า ที่อุปสงค์น้ำมันโลก 105 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตลาดจะต้องปรับสมดุลใหม่ผ่านการทำลายอุปสงค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาสูงเสียจนผู้บริโภคและภาคธุรกิจถูกบังคับให้ลดกิจกรรมลง ส่วนต่างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (jet-fuel crack spreads) ในยุโรปได้ซื้อขายกันในระดับที่บ่งชี้ราคาน้ำมันเบรนท์ที่เกือบ 200 ดอลลาร์
ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดผลิตภัณฑ์ปลายน้ำกำลังตั้งราคาโดยคาดการณ์ถึงความตึงเครียดขั้นรุนแรง แม้ว่าราคาล่วงหน้าน้ำมันดิบหลักจะยังดูค่อนข้างสงบก็ตาม
Goldman Sachs ก็ได้เตือนว่าราคาอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ หากปริมาณน้ำมันที่ผ่านฮอร์มุซยังคงทรงตัวต่อไปอีกห้าสัปดาห์ เนื่องจากการทำลายอุปสงค์จะเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้คลังสำรองร่อยหรอจนถึงก้น Eurasia Group ประเมินว่ามีโอกาส 55% ที่ความขัดแย้งจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันอาจผลักดันราคาให้ "ทะลุเลย 200 ดอลลาร์" ไปได้
ในขณะที่ JPMorgan มองเห็นโอกาส 21% ที่การหยุดชะงักด้านพลังงานครั้งใหญ่ในอ่าวเปอร์เซียจะผลักดันราคาไปสู่ระดับ 120-130 ดอลลาร์
ราคาน้ำมันในปัจจุบันที่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ไม่ได้เป็นสัญญาณของตลาดที่แข็งแรง หากแต่เป็นตัวชี้วัดว่ายังมีตัวช่วยชั่วคราวที่ยังทำงานอยู่มากเพียงใด ตลาดกำลังตั้งราคาบนความหวัง—ความหวังว่าการทูตจะประสบความสำเร็จ, ช่องแคบจะเปิดอีกครั้ง, คลังสำรองจะยังคงประคองตัวอยู่, และอุปสงค์ของจีนจะยังคงต่ำต่อไป ความหวังแต่ละอย่างล้วนมีวันหมดอายุ จุดเปลี่ยนปลายเดือนกรกฎาคมของ ING ไม่ใช่การเลือกว่าเป็นวันไหนตามอำเภอใจ แต่มันคือช่วงเวลาที่ความเป็นจริงทางกายภาพของถังน้ำมันที่ว่างเปล่า จะปะทะเข้ากับความเป็นจริงทางการเงินของสัญญาซื้อขายล่วงหน้า และเมื่อถึงตอนนั้น กลไกกันชนที่ช่วยปิดฝาราคาเอาไว้ก็อาจอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์น้ำมัน 200 ดอลลาร์ที่เคยฟังดูน่าตกใจจนเกินจริง จะดูเหมือนคำทำนายที่มาถึงก่อนเวลาแค่ไม่กี่เดือน
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่วนใหญ่ยังทรงตัวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดตัวลงเกือบสนิท ด้วยกลไกกันชน 3 ประการ ได้แก่ ข้อสันนิษฐานว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งในที่สุด, ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ...
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่วนใหญ่ยังทรงตัวต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะปิดตัวลงเกือบสนิท ด้วยกลไกกันชน 3 ประการ ได้แก่ ข้อสันนิษฐานว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งในที่สุด, ปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ... นักวิเคราะห์จาก ING เตือนว่าตลาดน้ำมันอาจถึง 'จุดเปลี่ยน' สำคัญในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เมื่อปริมาณน้ำมันสำรองที่ลดลงอย่างรวดเร็วและอุปสงค์ตามฤดูกาลที่สูงขึ้นมาบรรจบกัน ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ให้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ...
แม้ราคาจะยังไม่ถึงระดับหายนะ แต่บรรดานักวิเคราะห์และแบบจำลองของรัฐบาลยังคงชี้ว่า ราคาน้ำมัน 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ หากช่องแคบยังคงปิดต่อไป และบีบให้เกิดการทำลายอุปสงค์ครั้งใหญ่