คลื่นลูกที่หนึ่ง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นไปยืนเหนือระดับ 108–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอิหร่านและการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ
คลื่นลูกที่สอง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ร้อนแรงเกินคาด โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) เดือนพฤษภาคมพุ่งกระฉูดถึง 172,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกินเท่าตัว ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เลื่อนการลดอัตราดอกเบี้ยออกไปไม่มีกำหนด
คลื่นลูกที่สาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่เห็นทางออก การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงชะงักงัน ตอกย้ำความเสี่ยงของ supply chain ด้านพลังงาน
ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน สกุลเงินของประเทศที่เป็น ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง กลายเป็นเป้าโจมตีอันดับต้นๆ
นักวิเคราะห์จาก OCBC ชี้ว่า สกุลเงินที่มีค่า “เบต้า” สูง เช่น เกาหลีใต้ และสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อน้ำมันอย่างเปโซและบาท อยู่ภายใต้แรงกดดันมากที่สุด ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ย้ำเตือนว่า ประมาณ 25-30% ของน้ำมันโลก และ 20% ของ LNG ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เอเชียซึ่งเป็นปลายทางของผู้บริโภค เสี่ยงที่จะขาดแคลนพลังงานโดยตรง
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือผลกระทบต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ MUFG ได้คำนวณสถานการณ์จำลองไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า ทุกราคาน้ำมันที่แพงขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะผลักดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 0.8% ตามมาด้วยเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เนื่องจากมีนโยบายอุดหนุนพลังงานภายในประเทศช่วยบรรเทา
ท่ามกลางแรงกดดันที่โหมกระหน่ำ ธนาคารกลางทั่วเอเชียกำลังปรับโหมดนโยบายการเงินครั้งใหญ่ “ลดดอกเบี้ยไม่ได้อีกต่อไป” คือคีย์เวิร์ดสำคัญของกลางปี 2026 เสียงเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและหยุดยั้งค่าเงินอ่อน กำลังดังขึ้นในทุกกระทรวงการคลัง
ทิศทางนโยบายของเอเชียชัดเจน: ตึงตัว หรือ พร้อมจะตึงตัว แม้ฟิลิปปินส์และไทยจะมีข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อช่วงสั้นๆ แต่ภาพใหญ่ก็คือ “การลดดอกเบี้ย” กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปแล้วสำหรับปีนี้ ความเสี่ยงที่แบงก์ชาติจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนำเข้าและพยุงค่าเงิน ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด
คลื่นลูกที่หนึ่ง ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานขึ้นไปยืนเหนือระดับ 108–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในอิหร่านและการโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ
คลื่นลูกที่สอง ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ร้อนแรงเกินคาด โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm Payrolls) เดือนพฤษภาคมพุ่งกระฉูดถึง 172,000 ตำแหน่ง มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เกินเท่าตัว ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เลื่อนการลดอัตราดอกเบี้ยออกไปไม่มีกำหนด
คลื่นลูกที่สาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่เห็นทางออก การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงชะงักงัน ตอกย้ำความเสี่ยงของ supply chain ด้านพลังงาน
ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน สกุลเงินของประเทศที่เป็น ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง กลายเป็นเป้าโจมตีอันดับต้นๆ
นักวิเคราะห์จาก OCBC ชี้ว่า สกุลเงินที่มีค่า “เบต้า” สูง เช่น เกาหลีใต้ และสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อน้ำมันอย่างเปโซและบาท อยู่ภายใต้แรงกดดันมากที่สุด ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ย้ำเตือนว่า ประมาณ 25-30% ของน้ำมันโลก และ 20% ของ LNG ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เอเชียซึ่งเป็นปลายทางของผู้บริโภค เสี่ยงที่จะขาดแคลนพลังงานโดยตรง
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือผลกระทบต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ MUFG ได้คำนวณสถานการณ์จำลองไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า ทุกราคาน้ำมันที่แพงขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะผลักดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 0.8% ตามมาด้วยเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เนื่องจากมีนโยบายอุดหนุนพลังงานภายในประเทศช่วยบรรเทา
ท่ามกลางแรงกดดันที่โหมกระหน่ำ ธนาคารกลางทั่วเอเชียกำลังปรับโหมดนโยบายการเงินครั้งใหญ่ “ลดดอกเบี้ยไม่ได้อีกต่อไป” คือคีย์เวิร์ดสำคัญของกลางปี 2026 เสียงเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและหยุดยั้งค่าเงินอ่อน กำลังดังขึ้นในทุกกระทรวงการคลัง
ทิศทางนโยบายของเอเชียชัดเจน: ตึงตัว หรือ พร้อมจะตึงตัว แม้ฟิลิปปินส์และไทยจะมีข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อช่วงสั้นๆ แต่ภาพใหญ่ก็คือ “การลดดอกเบี้ย” กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปแล้วสำหรับปีนี้ ความเสี่ยงที่แบงก์ชาติจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนำเข้าและพยุงค่าเงิน ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด