ผลกระทบครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน สกุลเงินของประเทศที่เป็น ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันสูง กลายเป็นเป้าโจมตีอันดับต้นๆ
นักวิเคราะห์จาก OCBC ชี้ว่า สกุลเงินที่มีค่า “เบต้า” สูง เช่น เกาหลีใต้ และสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อน้ำมันอย่างเปโซและบาท อยู่ภายใต้แรงกดดันมากที่สุด ขณะที่ข้อมูลจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ย้ำเตือนว่า ประมาณ 25-30% ของน้ำมันโลก และ 20% ของ LNG ต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เอเชียซึ่งเป็นปลายทางของผู้บริโภค เสี่ยงที่จะขาดแคลนพลังงานโดยตรง
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือผลกระทบต่อเงินเฟ้อภายในประเทศ MUFG ได้คำนวณสถานการณ์จำลองไว้อย่างน่าสนใจ โดยระบุว่า ทุกราคาน้ำมันที่แพงขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะผลักดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 0.8% ตามมาด้วยเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่เพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่อินโดนีเซียและมาเลเซียเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% เนื่องจากมีนโยบายอุดหนุนพลังงานภายในประเทศช่วยบรรเทา
ท่ามกลางแรงกดดันที่โหมกระหน่ำ ธนาคารกลางทั่วเอเชียกำลังปรับโหมดนโยบายการเงินครั้งใหญ่ “ลดดอกเบี้ยไม่ได้อีกต่อไป” คือคีย์เวิร์ดสำคัญของกลางปี 2026 เสียงเรียกร้องให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาและหยุดยั้งค่าเงินอ่อน กำลังดังขึ้นในทุกกระทรวงการคลัง
ทิศทางนโยบายของเอเชียชัดเจน: ตึงตัว หรือ พร้อมจะตึงตัว แม้ฟิลิปปินส์และไทยจะมีข่าวดีเรื่องเงินเฟ้อช่วงสั้นๆ แต่ภาพใหญ่ก็คือ “การลดดอกเบี้ย” กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ไปแล้วสำหรับปีนี้ ความเสี่ยงที่แบงก์ชาติจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อนำเข้าและพยุงค่าเงิน ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด
Comments
0 comments