ความบาดหมางระหว่าง Anthropic และ OpenAI มีจุดเริ่มต้นจากความแตกแยกทางปรัชญาในปี 2020 เมื่อ Dario Amodei ลาออกจากบริษัทของ Sam Altman พร้อมทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ AI เป็นอันดับแรก ซึ่งกา... Anthropic ยื่นแบบคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ (S 1) แบบเป็นความลับต่อ ก.ล.ต.

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What is the full story of the bitter rivalry between Anthropic and OpenAI, covering its origins, its impact on the generative AI boom (inclu. Article summary: Here is the full story of the Anthropic–OpenAI rivalry, synthesized from the available evidence.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "You have a preview view of this article while we are checking your access. # For OpenAI and Anthropic, the Competition Is Deeply Personal. A fight over Pentagon contracts shows how" source context "For OpenAI and Anthropic, the Competition Is Deeply Personal" Reference image 2: visual subject "You have a preview view of this article while we are checking your access. # For OpenAI and Anthropic, the Competition Is Deeply Personal
ความบาดหมางระหว่าง Anthropic และ OpenAI ไม่ใช่แค่การแข่งขันเพื่อแย่งส่วนแบ่งตลาดเท่านั้น แต่มันคือสงครามกลางเมืองทางความคิดและทางการเงินที่ฉีกห้องปฏิบัติการ AI ที่สำคัญที่สุดในโลกออกจากกัน และเป็นตัวกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งหมดในปัจจุบัน สิ่งที่เริ่มต้นจากความเห็นไม่ตรงกันเรื่องความปลอดภัยและทิศทางในบ้านหลังหนึ่งในซานฟรานซิสโก ได้เติบโตขึ้นเป็นความบาดหมางส่วนตัวระหว่างสองซีอีโอ การแข่งขันอันบ้าคลั่งเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ และการต่อสู้ทางบัญชีที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
ต้นกำเนิดของความบาดหมางนี้อยู่ในโครงสร้างองค์กรของ OpenAI เอง Dario Amodei เข้าร่วมองค์กรไม่แสวงผลกำไรแห่งนี้ในปี 2016 และไต่อันดับขึ้นอย่างรวดเร็วจนดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายวิจัย กลายเป็นผู้ออกแบบเบื้องหลังคนสำคัญของโมเดลที่พลิกวงการอย่าง GPT-2 และ GPT-3 แต่เมื่อเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเชื่อมั่นภายในองค์กรก็เริ่มแตกแยกกัน Amodei เปิดเผยในภายหลังว่ามีประเด็นหลักสองข้อที่ผลักดันให้เขาลาออก นั่นคือความไม่ลงรอยกันเรื่อง กฎการสเกล (Scaling Laws) ซึ่งอธิบายว่าโมเดล AI พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดเพียงใดเมื่อมีข้อมูลและพลังประมวลผลมากขึ้น และความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าแรงกดดันเชิงพาณิชย์กำลังลดความสำคัญของ ความปลอดภัย ลง
รอยร้าวทางความคิดนี้ถูกทำให้เป็นสถาบันในปี 2019 เมื่อ OpenAI ปรับโครงสร้างเป็นองค์กร "แสวงผลกำไรแบบจำกัด" (Capped-profit) และรับเงินหลายพันล้านดอลลาร์จาก Microsoft การเคลื่อนไหวครั้งนี้ทำให้ Amodei และกลุ่มนักวิจัยที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันเชื่อมั่นว่าพันธกิจดั้งเดิมขององค์กรไม่แสวงผลกำไรกำลังถูกทำลาย ในวันที่ 29 ธันวาคม 2020 Amodei ได้ลาออก และเขาได้พานักวิจัยอีก 11 คนไปด้วย รวมถึง Tom Brown (ผู้เขียนหลักของ GPT-3), Jared Kaplan (ผู้ร่วมเขียนบทความกฎการสเกลอันเป็นรากฐาน) และน้องสาวของเขาเอง Daniela Amodei
พวกเขาก่อตั้ง Anthropic ขึ้นในต้นปี 2021 พร้อมคำมั่นสัญญาของแบรนด์ที่ชัดเจน นั่นคือการสร้าง AI ที่มีความปลอดภัยเป็นคุณสมบัติหลัก ไม่ใช่แค่ความคิดที่ตามมาทีหลัง
การอพยพของบุคลากรด้านความปลอดภัยและการวิจัยระดับหัวกะทิ ทำให้ OpenAI ตกอยู่ในภาวะวิกฤตด้านความเป็นผู้นำและตัวตน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่มีเงินทุนหนาและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของตัวเอง OpenAI จึงเร่งระยะเวลาในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ บริษัทเปิดตัว ChatGPT ในเดือนพฤศจิกายน 2022 ซึ่งถูกอ้างถึงโดยคนจำนวนมากว่าเป็นจุดชนวนที่ทำให้เกิดการระเบิดของกระแส Generative AI ไปทั่วโลก Anthropic โต้กลับด้วยแชทบอทของตัวเองชื่อว่า Claude โดยวางตำแหน่งให้เป็นทางเลือกที่มีความรับผิดชอบมากกว่าและท้าทายโมเดลการปรับใช้ที่รวดเร็วของ OpenAI โดยตรง
ความขัดแย้งทางความคิดกลายเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างรวดเร็ว มีรายงานข่าวว่า Dario Amodei เคยเรียก Sam Altman ว่า "ชั่วร้าย" และ "จอมโกหก" ในบทสนทนาส่วนตัว ในขณะที่ Altman มองว่าการสร้างแบรนด์ด้านความปลอดภัยของ Anthropic เป็นเพียงกลยุทธ์ทางการตลาด ความเป็นปฏิปักษ์ส่วนตัวนี้ปรากฏสู่สายตาสาธารณชนในการประชุม AI Summit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ผู้จัดการประชุมขอให้ซีอีโอทั้งสองจับมือกันเพื่อถ่ายภาพ "แสดงความเป็นหนึ่งเดียว" แต่ทั้ง Amodei และ Altman ต่างปฏิเสธที่จะทำตาม พวกเขายืนตัวแข็งทื่ออยู่บนเวที และภาพของความเย็นชาระหว่างทั้งคู่ได้กลายเป็นไวรัล ตอกย้ำความตึงเครียดอันลึกซึ้งระหว่างสองค่าย
สงครามระหว่างคู่แข่งได้ย้ายจากห้องทดลองมาสู่ตลาดหุ้นภายในสัปดาห์เดียวในเดือนมิถุนายน 2026 Anthropic เริ่มก่อนด้วยการประกาศเมื่อวันที่ 1 มิถุนายนว่าได้ยื่นแบบคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ (S-1) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) โดยเป็นความลับ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีการประเมินมูลค่าครั้งล่าสุดไว้ที่ประมาณ 965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ "นี่เป็นการเปิดทางให้เราเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้หลังจากที่ SEC ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้น" Anthropic ระบุ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน OpenAI ได้ยื่นเอกสาร IPO แบบเป็นความลับตามมาติดๆ ด้วยมูลค่าบริษัทประมาณ 852 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วมงานกับ Goldman Sachs และ Morgan Stanley สำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสองบริษัทเข้าร่วมกับ SpaceX ในท่อส่งการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่นักวิเคราะห์ของ Bloomberg ประเมินมูลค่ารวมกันไว้ที่ 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
จังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกันนี้ได้บีบบังคับให้วาณิชธนกิจบนวอลล์สตรีท ซึ่งหลายแห่งเป็นตัวแทนของทั้งสองบริษัท ต้องสร้างกำแพงข้อมูลภายในเพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่ละเอียดอ่อนระหว่างทีมดีล ซึ่งเป็นปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่คนในวงการรู้จักกันในชื่อ "Chinese walls" หรือกำแพงกั้นระหว่างหน่วยงานในบริษัทเดียวกันเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ข้อพิพาททางบัญชีอันขมขื่นได้ปะทุขึ้นเพียงสองเดือนก่อนการยื่นขอ IPO เผยให้เห็นว่าความบาดหมางนี้ได้ลุกลามไปสู่การรายงานทางการเงินอย่างไร เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2026 Anthropic ประกาศว่าบริษัทมีอัตรารายได้ต่อปี (Annualized Revenue Run Rate) สูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ดูเผินๆ แล้วแซงหน้าตัวเลขประมาณ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ของ OpenAI การประกาศนี้ออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงแรงส่งในตลาด แต่ฝ่ายบริหารของ OpenAI ตอบโต้กลับด้วยการโต้แย้งโดยตรง
ในวันที่ 13 เมษายน Denise Dresser ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของ OpenAI ได้ส่งบันทึกภายในความยาวสี่หน้าถึงพนักงานทุกคน โดยให้เหตุผลว่าตัวเลขของ Anthropic นั้นสูงเกินจริงไปประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ ข้อขัดแย้งนี้มีศูนย์กลางอยู่ที่ทางเลือกทางเทคนิคเพียงจุดเดียว นั่นคือ Anthropic บันทึกรายได้แบบขั้นต้น (Gross Basis) โดยนับรวมจำนวนเงินทั้งหมดที่ลูกค้าชำระผ่านผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง Amazon Web Services และ Google Cloud
ส่วน OpenAI รายงานแบบขั้นสุทธิ (Net Basis) โดยหักส่วนแบ่งที่ต้องจ่ายให้กับพาร์ทเนอร์ของตนเองอย่าง Microsoft ก่อนที่จะรายงานเป็นรายได้ หากใช้ตรรกะของ OpenAI ตัวเลขที่เทียบเคียงได้ของ Anthropic อาจใกล้เคียงกับ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์มากกว่า
ความขัดแย้งนี้มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์อย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองบริษัทตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากนักลงทุน คำนิยามของคำว่า "รายได้" จึงส่งผลโดยตรงต่อการสร้างมุมมองด้านการประเมินมูลค่า นักลงทุนสถาบันต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องประเมินข้อกล่าวอ้างทางการเงินที่ขัดแย้งกันสองชุด ในขณะที่ต้องวิเคราะห์แบบคำขอ S-1 ของทั้งสองบริษัทไปพร้อมๆ กัน
แรงกดดันที่จะต้องเอาชนะ Anthropic ได้สร้างรอยร้าวภายในให้กับ OpenAI มีรายงานว่าผู้บริหารบางส่วนผลักดันให้ยื่นแบบ S-1 อย่างรวดเร็วเพื่อทวงคืนพื้นที่ข่าว ในขณะที่คนอื่นๆ โต้แย้งว่าบริษัทยังไม่พร้อมสำหรับความโปร่งใสและการตรวจสอบอย่างเข้มงวดของตลาดสาธารณะ เนื่องจากโครงสร้างผลกำไรแบบจำกัดที่ซับซ้อนและความสัมพันธ์กับ Microsoft สุดท้ายแล้วฝ่ายที่สนับสนุนเรื่องความเร็วก็เป็นฝ่ายชนะ ซึ่งนำไปสู่การยื่นแบบติดๆ กันในเดือนมิถุนายนโดยตรง
ความบาดหมางที่เริ่มต้นระหว่างเพื่อนร่วมบ้านหลังหนึ่งในซานฟรานซิสโกในปี 2016 ซึ่งเป็นข้อโต้เถียงที่ว่างานวิจัย AI ที่อันตรายควรถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะหรือรายงานต่อรัฐบาลก่อน ได้ผลิตมหาอำนาจ AI อิสระสองแห่งขึ้นมา Altman เลือกการเปิดตัวที่รวดเร็ว การปรับใช้ในวงกว้าง และขนาดเชิงพาณิชย์ Amodei เลือกความระมัดระวัง งานวิจัยด้านความปลอดภัย และการเปิดตัวแบบควบคุม การแยกทางของพวกเขาได้กำหนดภูมิทัศน์ของวงการ AI ในขณะที่ทั้งสองบริษัทกำลังมุ่งหน้าสู่การเสนอขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ ความเป็นคู่แข่งนี้ยังคงเป็นการแข่งขันแบบ Zero-sum ที่สิ่งเดียวที่แน่นอนคือ ซีอีโอทั้งสองคนไม่น่าจะจับมือกันในเร็วๆ นี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ความบาดหมางระหว่าง Anthropic และ OpenAI มีจุดเริ่มต้นจากความแตกแยกทางปรัชญาในปี 2020 เมื่อ Dario Amodei ลาออกจากบริษัทของ Sam Altman พร้อมทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ AI เป็นอันดับแรก ซึ่งกา...
ความบาดหมางระหว่าง Anthropic และ OpenAI มีจุดเริ่มต้นจากความแตกแยกทางปรัชญาในปี 2020 เมื่อ Dario Amodei ลาออกจากบริษัทของ Sam Altman พร้อมทีมนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของ AI เป็นอันดับแรก ซึ่งกา... Anthropic ยื่นแบบคำขอเสนอขายหลักทรัพย์ (S 1) แบบเป็นความลับต่อ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ด้วยมูลค่ากิจการเกือบ 965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ [46, 59]
OpenAI ยื่นแบบ S 1 ตามมาติดๆ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 มูลค่ากิจการประมาณ 852 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้เกิดท่อส่ง IPO บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่นักวิเคราะห์ประเมินมูลค่ารวมกันสูงถึง 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ [17, 18...