ตัวเลข 15% หรือประมาณ 0.3 องศาเซลเซียสนี้ เป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางหลังจากมีงานวิจัยสำคัญตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา งานวิจัยชิ้นนี้โดย Ocko และคณะ ได้คำนวณและชี้ให้เห็นว่า "มลพิษที่ถูกซ่อนเร้น" เหล่านี้มีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนที่มนุษย์ก่อขึ้นในสัดส่วนที่สูงอย่างมีนัยสำคัญ
ประเด็นนี้ไปไกลกว่าการพูดถึง "แรงผลักดันการแผ่รังสี" (radiative forcing) แต่เป็นการแปลงผลกระทบทางฟิสิกส์ให้เป็นอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจริงๆ ซึ่งเป็นวิธีที่เราใช้วัดความรุนแรงของปัญหาโลกร้อนนั่นเอง
เพื่อให้เห็นภาพ ลองนึกว่าชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (ชั้นอากาศใกล้พื้นดินที่เราหายใจอยู่) เป็นเหมือนครัวขนาดยักษ์ เมื่อคุณเปิดเตาแก๊ส (ปล่อย NOₓ และ CO) และทำสารเคมีหก (ปล่อย NMVOCs) เมื่อเจอกับความร้อนจากแสงแดด มันก็จะก่อให้เกิด "โอโซน" ขึ้น คล้ายกับเวลาครัวร้อนอบอ้าว
โอโซนที่ว่านี้ไม่ใช่ชั้นโอโซนดีๆ ที่คอยปกป้องเราจากรังสี UV ในชั้นสตราโทสเฟียร์นะครับ แต่มันคือโอโซนที่ระดับพื้นดิน ซึ่งทำหน้าที่เหมือน ก๊าซเรือนกระจกอายุสั้น ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกักเก็บความร้อน
งานวิจัยของ NASA ได้เคยวิเคราะห์ไว้อย่างละเอียด พบว่าตั้งแต่ยุคก่อนอุตสาหกรรม (ปี 1750) มาจนถึงปัจจุบัน (ปี 2010) แรงผลักดันการแผ่รังสีจากโอโซนในชั้นโทรโพสเฟียร์ที่เพิ่มขึ้นนั้น มีที่มาจากการปล่อยมลพิษของมนุษย์ดังนี้:
| ก๊าซต้นเหตุ | สัดส่วนโดยประมาณของแรงผลักดันจากโอโซน (ค่ากลาง) |
|---|---|
| มีเทน (CH₄) | 44% |
| ไนโตรเจนออกไซด์ (NOₓ) | 31% |
| คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) | 15% |
| NMVOCs | 9% |
จะเห็นว่า CO, NOₓ และ NMVOCs รวมกันแล้วมีผลต่อการก่อตัวของโอโซนที่เป็นตัวทำให้โลกร้อนไม่น้อยเลยทีเดียว
คุณอาจสงสัยว่า "ก็ในเมื่อมันสำคัญ ทำไมเราไม่เคยได้ยินชื่อมันในข้อตกลงลดโลกร้อนระดับโลกอย่างความตกลงปารีสล่ะ?"
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดจากหลักฐานที่มีคือ ข้อตกลงระหว่างประเทศหลักๆ อย่างพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) หรือการเจรจาภายใต้ UNFCCC มักจะโฟกัสไปที่ ก๊าซเรือนกระจกที่คงทนและผสมกันดีในบรรยากาศ (long-lived, well-mixed GHGs) เช่น CO₂, CH₄, และ N₂O เป็นหลัก ก๊าซทางอ้อมเหล่านี้ อายุสั้น และผลกระทบของมันซับซ้อนกว่าเพราะขึ้นอยู่กับพื้นที่และปฏิกิริยาเคมีเฉพาะที่ การจะบอกว่า "ก๊าซนี้หนึ่งโมเลกุลเท่ากับ CO₂ กี่โมเลกุล" (Global Warming Potential - GWP) จึงทำได้ยากและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางวิทยาศาสตร์
พูดง่ายๆ คือ ความรู้ความเข้าใจในอดีต รวมถึงความซับซ้อนของการคำนวณ ทำให้พวกมันตกหล่นจากตะกร้าการคำนวณหลักไป อย่างไรก็ตาม ด้วยเป้าหมายของความตกลงปารีสที่มุ่งจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5°C ถึง 2°C การเมินเฉยต่อมลพิษที่อาจมีส่วนทำให้โลกร้อนถึง 15% คงเป็นสิ่งที่โลกเราทำต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
นี่คือข่าวดี แตกต่างจาก CO₂ ที่เมื่อปล่อยออกไปแล้วจะลอยอยู่ในบรรยากาศไปเป็นร้อยปี ก๊าซทางอ้อมเหล่านี้มีอายุสั้นกว่ามาก การลดการปล่อยพวกมันไม่ว่าจะเป็นการยกระดับมาตรฐานไอเสียรถยนต์ การควบคุมการระเหยของสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม หรือการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด จะส่งผลให้ความเข้มข้นของโอโซนในบรรยากาศลดลงอย่างรวดเร็ว
เนื่องจากโอโซนเป็นก๊าซเรือนกระจกอายุสั้น การตัดวงจรการเกิดของมันจึงเปรียบเสมือนการ "ลดความร้อนในครัวได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ครัวทั้งหลังเย็นลง" ผลพลอยได้ที่เห็นชัดที่สุดก็คือ คุณภาพอากาศที่ดีขึ้น โอโซนระดับพื้นดินคือตัวการของหมอกควันและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ การจัดการต้นตอของมันจึงเป็นการแก้ปัญหาทั้ง Climate และ Health ไปพร้อมๆ กัน
งานวิจัยใหม่ๆ กำลังเรียกร้องให้ประชาคมโลกหันมาให้ความสำคัญกับ 'จุดบอด' ทางนโยบายนี้ การแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนอาจไม่ได้อยู่ที่การหยุดปล่อย CO₂ เพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึงการทำครัวของเราให้สะอาดขึ้น มีโอโซนพิษในอากาศน้อยลง ซึ่งนั่นก็หมายถึงอนาคตที่เป็นมิตรกับทั้งโลกและปอดของเรา
Comments
0 comments