ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่ลุกลามไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ค่าโดยสาร และราคาอาหาร โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่นำเข้าพลังงานเป็นหลัก
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินในเดือนมีนาคมว่า หากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบกินเวลาประมาณหนึ่งเดือน ผลกระทบต่อการเติบโตของเอเชียกำลังพัฒนาน่าจะอยู่ในระดับจำกัด หรือเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ADB เตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากและการค้าจะติดขัด ซึ่งอาจกระทบการเติบโตของภูมิภาคอย่างรุนแรงขึ้น ณ ความเห็นล่าสุดที่มีอยู่ ADB ยังไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ฉบับใหม่สำหรับกรณีปิดช่องแคบเป็นเวลานานโดยเฉพาะ
ในกรณีฐานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในช่วงสั้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์พลังงานเพิ่มขึ้น 19% ในปี 2026 เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.4% ตัวเลขนี้สะท้อนการพลิกกลับจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังชะลอลงในช่วงก่อนหน้า
IMF เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซนานกว่าที่คาดอาจทำให้เกิด “วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่” โดยผลกระทบต่อการเติบโตจะรุนแรงขึ้นและความคาดหวังเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น
ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทางทะเลประมาณ 20% ของโลก การโจมตีและการหยุดดำเนินงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงยังทำให้การผลิตน้ำมันและก๊าซลดลงประมาณ 13 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าต่อวัน
แม้ในกรณีฐานที่สมมติว่าการค้าและการผลิตกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปี 2026 IMF ยังประเมินว่าเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน (MENAP) จะเติบโตเพียง 1.4% ในปีนี้
Fitch Ratings ลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหลือ 2.4% จากประมาณการก่อนหน้าที่สูงกว่านี้ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยระบุโดยตรงถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับอินเดีย Fitch ลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปีงบประมาณ 2027 เหลือ 6.4% จาก 6.7% โดยคาดว่าการเติบโตจะชะลอลงในไตรมาสเดือนกันยายนและธันวาคม ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม Fitch เตือนว่าน้ำมันราคาแพงจะกดการเติบโตของอินเดียในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะ 4.5% ในเดือนธันวาคม 2026
Fitch ยังปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเบรนท์ระยะใกล้ขึ้น และระบุว่าหากแรงกระแทกด้านพลังงานยืดเยื้อเกินช่วงเวลาสั้น ๆ อาจต้องปรับลดประมาณการเพิ่มเติม
IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” อุปทานน้ำมันโลกเดือนมีนาคมลดลง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ IEA เตือนว่าการเป็นอัมพาตของช่องแคบอาจเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
IEA คาดว่าการผลิตน้ำมันโลกโดยเฉลี่ยในปี 2026 จะลดลงประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งเท่ากับการเปลี่ยนแปลงจากประมาณการก่อนเกิดสงครามในเดือนมีนาคมราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.8% ในปี 2026 ลดลงจาก 3.4% โดยมีเงื่อนไขว่าราคาพลังงานจะเริ่มลดลงภายในกลางปี หากความเสียหายต่อเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังคงอยู่ การชะลอตัวจะรุนแรงกว่านี้
ในกรณีเลวร้ายที่สุด Wood Mackenzie ประเมินว่า การเติบโตของ GDP โลกอาจลดลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 และทิ้ง “บาดแผลถาวร” ไว้เมื่อเทียบกับแนวโน้มก่อนสงคราม ราคาน้ำมันเบรนท์อาจเข้าใกล้ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี แม้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
Allianz Research ประเมินว่า หากช่องแคบปิดไม่ถึงสองเดือน เงินเฟ้อเฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่อาจเพิ่มขึ้น 0.8–1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีนอาจลดลงอย่างน้อย 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึง 96% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดา 4 ประเทศที่กล่าวถึง เมื่อเส้นทางขนส่งสะดุด ความเสี่ยงจึงส่งผ่านโดยตรงไปยังปริมาณเชื้อเพลิง ราคาน้ำมัน การเดินทาง การขนส่งสินค้า และราคาอาหาร
จนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัวเลขคาดการณ์การเติบโตหรือเงินเฟ้อฉบับเฉพาะประเทศจาก ADB, IMF หรือ Fitch สำหรับฟิลิปปินส์ในสถานการณ์นี้ แต่การพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในระดับสูงทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่จากภูมิภาคอ่าว การปิดช่องแคบทำให้ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานซึ่งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงทำให้ดุลการค้าแย่ลง และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเยน
ยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเติบโตหรือเงินเฟ้อฉบับปรับลดสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะจากสถาบันที่กล่าวถึง แต่การพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับเกือบทั้งหมดทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางสูง ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ภาคการผลิต และการขนส่งได้โดยตรง
ไทยจัดหาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 74% การขาดแคลนและการจำกัดการจ่ายเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลต่อภาคการเดินทาง การขนส่งทางเรือ เที่ยวบิน บริการเรียกรถอย่าง Grab และราคาอาหาร
ICIS รายงานในเดือนเมษายนว่า เงินสกุลเอเชียที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังกดดันเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เดิมยังมีความยืดหยุ่น รวมถึงไทยอย่างหนัก
ยังไม่มีการปรับประมาณการ GDP ของไทยโดยเฉพาะจาก ADB, IMF หรือ Fitch ในแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ แต่ไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งอย่างมาก
Fitch ลดคาดการณ์การเติบโตของอินเดียในปีงบประมาณ 2027 เหลือ 6.4% จาก 6.7% เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 โดยระบุถึงผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน
อินเดียพึ่งพาอ่าวเปอร์เซียสำหรับน้ำมันดิบราว 60% ของการนำเข้า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงมีแนวโน้มทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว้างขึ้น และเพิ่มแรงกดดันจากเงินเฟ้อนำเข้า ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจต้องพิจารณาอุดหนุนเชื้อเพลิงหรือลดภาษีเพื่อบรรเทาผลกระทบ ซึ่งจะทำให้ฐานะการคลึงตัวมากขึ้น
Fitch เคยประเมินว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7.5% ในปีงบประมาณ 2026 แต่เตือนว่าน้ำมันที่แพงขึ้นจะทำให้การเติบโตชะลอลงในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 และดันเงินเฟ้อขึ้นสู่ 4.5% ภายในเดือนธันวาคม 2026
ประมาณการส่วนใหญ่ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งและการปิดช่องแคบจะคลี่คลายภายในกลางปี 2026 หากฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงครึ่งหลังของปี ตัวเลขคาดการณ์ทั้งด้านการเติบโต เงินเฟ้อ และฐานะการคลังมีแนวโน้มถูกปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับเอเชียแปซิฟิก ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่รวมถึงการขนส่งที่ติดขัด ค่าเงินอ่อน ต้นทุนอาหารสูงขึ้น และพื้นที่ทางการคลังที่แคบลง ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมาก เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย จึงต้องรับมือกับแรงกดดันแบบ “เงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจโตช้าลง” หากการหยุดชะงักไม่จบลงในเร็ววัน
หมายเหตุ: สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลและประมาณการข้างต้นอ้างอิงสถานการณ์ ณ กลางเดือนมิถุนายน 2026 โดยสถาบันส่วนใหญ่ยังสมมติว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดและการขนส่งจะทยอยฟื้นตัวภายในกลางปี
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาน้ำมัน แต่ลุกลามไปยังค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิต ค่าโดยสาร และราคาอาหาร โดยเฉพาะในประเทศเอเชียที่นำเข้าพลังงานเป็นหลัก
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประเมินในเดือนมีนาคมว่า หากความขัดแย้งและการปิดช่องแคบกินเวลาประมาณหนึ่งเดือน ผลกระทบต่อการเติบโตของเอเชียกำลังพัฒนาน่าจะอยู่ในระดับจำกัด หรือเป็นเพียงการชะลอตัวชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ADB เตือนว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากและการค้าจะติดขัด ซึ่งอาจกระทบการเติบโตของภูมิภาคอย่างรุนแรงขึ้น ณ ความเห็นล่าสุดที่มีอยู่ ADB ยังไม่ได้เผยแพร่ตัวเลขคาดการณ์ฉบับใหม่สำหรับกรณีปิดช่องแคบเป็นเวลานานโดยเฉพาะ
ในกรณีฐานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ซึ่งสมมติว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นในช่วงสั้นและราคาสินค้าโภคภัณฑ์พลังงานเพิ่มขึ้น 19% ในปี 2026 เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 3.1% และเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 4.4% ตัวเลขนี้สะท้อนการพลิกกลับจากแนวโน้มเงินเฟ้อที่กำลังชะลอลงในช่วงก่อนหน้า
IMF เตือนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซนานกว่าที่คาดอาจทำให้เกิด “วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่” โดยผลกระทบต่อการเติบโตจะรุนแรงขึ้นและความคาดหวังเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น
ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ทางทะเลประมาณ 20% ของโลก การโจมตีและการหยุดดำเนินงานเพื่อป้องกันความเสี่ยงยังทำให้การผลิตน้ำมันและก๊าซลดลงประมาณ 13 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าต่อวัน
แม้ในกรณีฐานที่สมมติว่าการค้าและการผลิตกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปี 2026 IMF ยังประเมินว่าเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อัฟกานิสถาน และปากีสถาน (MENAP) จะเติบโตเพียง 1.4% ในปีนี้
Fitch Ratings ลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหลือ 2.4% จากประมาณการก่อนหน้าที่สูงกว่านี้ 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยระบุโดยตรงถึงผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นอันเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สำหรับอินเดีย Fitch ลดคาดการณ์การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปีงบประมาณ 2027 เหลือ 6.4% จาก 6.7% โดยคาดว่าการเติบโตจะชะลอลงในไตรมาสเดือนกันยายนและธันวาคม ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม Fitch เตือนว่าน้ำมันราคาแพงจะกดการเติบโตของอินเดียในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะ 4.5% ในเดือนธันวาคม 2026
Fitch ยังปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเบรนท์ระยะใกล้ขึ้น และระบุว่าหากแรงกระแทกด้านพลังงานยืดเยื้อเกินช่วงเวลาสั้น ๆ อาจต้องปรับลดประมาณการเพิ่มเติม
IEA ระบุว่า การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือผ่านฮอร์มุซเป็น “การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” อุปทานน้ำมันโลกเดือนมีนาคมลดลง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ IEA เตือนว่าการเป็นอัมพาตของช่องแคบอาจเป็น “ภัยคุกคามต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”
IEA คาดว่าการผลิตน้ำมันโลกโดยเฉลี่ยในปี 2026 จะลดลงประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปี 2025 ซึ่งเท่ากับการเปลี่ยนแปลงจากประมาณการก่อนเกิดสงครามในเดือนมีนาคมราว 2.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.8% ในปี 2026 ลดลงจาก 3.4% โดยมีเงื่อนไขว่าราคาพลังงานจะเริ่มลดลงภายในกลางปี หากความเสียหายต่อเส้นทางเดินเรือและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังคงอยู่ การชะลอตัวจะรุนแรงกว่านี้
ในกรณีเลวร้ายที่สุด Wood Mackenzie ประเมินว่า การเติบโตของ GDP โลกอาจลดลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 และทิ้ง “บาดแผลถาวร” ไว้เมื่อเทียบกับแนวโน้มก่อนสงคราม ราคาน้ำมันเบรนท์อาจเข้าใกล้ 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี แม้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลง 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
Allianz Research ประเมินว่า หากช่องแคบปิดไม่ถึงสองเดือน เงินเฟ้อเฉลี่ยของตลาดเกิดใหม่อาจเพิ่มขึ้น 0.8–1.0 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลกระทบต่อการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ไม่รวมจีนอาจลดลงอย่างน้อย 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
ฟิลิปปินส์นำเข้าน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียถึง 96% ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในบรรดา 4 ประเทศที่กล่าวถึง เมื่อเส้นทางขนส่งสะดุด ความเสี่ยงจึงส่งผ่านโดยตรงไปยังปริมาณเชื้อเพลิง ราคาน้ำมัน การเดินทาง การขนส่งสินค้า และราคาอาหาร
จนถึงขณะนี้ยังไม่พบตัวเลขคาดการณ์การเติบโตหรือเงินเฟ้อฉบับเฉพาะประเทศจาก ADB, IMF หรือ Fitch สำหรับฟิลิปปินส์ในสถานการณ์นี้ แต่การพึ่งพาแหล่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียในระดับสูงทำให้ประเทศมีความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและการชะลอตัวทางเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
ญี่ปุ่นเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่จากภูมิภาคอ่าว การปิดช่องแคบทำให้ค่าใช้จ่ายนำเข้าพลังงานซึ่งอยู่ในระดับสูงอยู่แล้วเพิ่มขึ้น มีความเสี่ยงทำให้ดุลการค้าแย่ลง และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเยน
ยังไม่มีการเผยแพร่ประมาณการเติบโตหรือเงินเฟ้อฉบับปรับลดสำหรับญี่ปุ่นโดยเฉพาะจากสถาบันที่กล่าวถึง แต่การพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางในระดับเกือบทั้งหมดทำให้ญี่ปุ่นมีความเปราะบางสูง ต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้นสามารถส่งผ่านไปยังค่าไฟฟ้า ภาคการผลิต และการขนส่งได้โดยตรง
ไทยจัดหาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 74% การขาดแคลนและการจำกัดการจ่ายเชื้อเพลิงเริ่มส่งผลต่อภาคการเดินทาง การขนส่งทางเรือ เที่ยวบิน บริการเรียกรถอย่าง Grab และราคาอาหาร
ICIS รายงานในเดือนเมษายนว่า เงินสกุลเอเชียที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กำลังกดดันเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เดิมยังมีความยืดหยุ่น รวมถึงไทยอย่างหนัก
ยังไม่มีการปรับประมาณการ GDP ของไทยโดยเฉพาะจาก ADB, IMF หรือ Fitch ในแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ แต่ไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งอย่างมาก
Fitch ลดคาดการณ์การเติบโตของอินเดียในปีงบประมาณ 2027 เหลือ 6.4% จาก 6.7% เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2026 โดยระบุถึงผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน
อินเดียพึ่งพาอ่าวเปอร์เซียสำหรับน้ำมันดิบราว 60% ของการนำเข้า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจึงมีแนวโน้มทำให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว้างขึ้น และเพิ่มแรงกดดันจากเงินเฟ้อนำเข้า ขณะเดียวกันรัฐบาลอาจต้องพิจารณาอุดหนุนเชื้อเพลิงหรือลดภาษีเพื่อบรรเทาผลกระทบ ซึ่งจะทำให้ฐานะการคลึงตัวมากขึ้น
Fitch เคยประเมินว่าเศรษฐกิจอินเดียจะเติบโต 7.5% ในปีงบประมาณ 2026 แต่เตือนว่าน้ำมันที่แพงขึ้นจะทำให้การเติบโตชะลอลงในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2027 และดันเงินเฟ้อขึ้นสู่ 4.5% ภายในเดือนธันวาคม 2026
ประมาณการส่วนใหญ่ยังตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าความขัดแย้งและการปิดช่องแคบจะคลี่คลายภายในกลางปี 2026 หากฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงครึ่งหลังของปี ตัวเลขคาดการณ์ทั้งด้านการเติบโต เงินเฟ้อ และฐานะการคลังมีแนวโน้มถูกปรับลงอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับเอเชียแปซิฟิก ความเสี่ยงไม่ได้อยู่แค่ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่รวมถึงการขนส่งที่ติดขัด ค่าเงินอ่อน ต้นทุนอาหารสูงขึ้น และพื้นที่ทางการคลังที่แคบลง ประเทศที่พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียมาก เช่น ฟิลิปปินส์ ไทย ญี่ปุ่น และอินเดีย จึงต้องรับมือกับแรงกดดันแบบ “เงินเฟ้อสูงพร้อมเศรษฐกิจโตช้าลง” หากการหยุดชะงักไม่จบลงในเร็ววัน
หมายเหตุ: สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลและประมาณการข้างต้นอ้างอิงสถานการณ์ ณ กลางเดือนมิถุนายน 2026 โดยสถาบันส่วนใหญ่ยังสมมติว่าช่องแคบจะกลับมาเปิดและการขนส่งจะทยอยฟื้นตัวภายในกลางปี