ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูคือการแตกหักทางยุทธศาสตร์ขั้นพื้นฐาน: ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและลดราคาพลังงาน ขณะที่นายกฯเนทันยาฮูยินยอมที่จะปฏิบัติการทางทหารฝ่าย... ทรัมป์ประกาศต่อสาธารณะว่า เขาคือ 'ผู้สั่งการทั้งหมด' ('I call all the shots') และเนทันยาฮู 'ไม่ม...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key points of the emerging rift between President Donald Trump and Israeli Prime Minister Benjamin Netanyahu over the U.S.-Iran. Article summary: The rift represents a fundamental strategic split: Trump wants a deal to stabilize energy markets and claim a diplomatic win ahead of the midterms, while Netanyahu views Iran's nuclear and proxy threats as existential an. Topic tags: general, general web, user generated, news. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "*US president acknowledges he had harsh words for Netanyahu over Lebanon attacks but says he ‘likes’ the Israeli leader.*. FILE PHOTO: U.S. President Donald Trump points his finger" source context "Netanyahu downplays US-Israel rift after Trump confirms criticism | US-Israel war on Iran News | Al Jazeera" R
พันธมิตรระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเสาหลักของนโยบายสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง ได้ปะทุกลายเป็นข้อพิพาทสาธารณะอย่างรุนแรง ใจความสำคัญของความขัดแย้งอยู่ที่คำถามว่า จะทำข้อตกลงกับอิหร่านหรือไม่ และจะทำอย่างไร ชนวนเหตุในทันทีคือการตัดสินใจของทรัมป์ที่จะดำเนินการทางข้อตกลงทางการทูตเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและบรรเทาวิกฤตพลังงานโลก ซึ่งเนทันยาฮูมองว่าเป็นการปล่อยให้ศักยภาพด้านนิวเคลียร์และการทหารของอิหร่านคงอยู่อย่างเป็นอันตราย
ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ Financial Times เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนและไม่ไว้หน้าใครว่า "ฉันเป็นคนสั่งการ ฉันเป็นคนสั่งทุกอย่าง เขา [เนทันยาฮู] ไม่ใช่คนสั่งการ" บทความนี้จะเจาะลึกถึงต้นตอของความแตกแยก ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ที่สวนทางกัน ความกดดันทางการเมืองในประเทศ ไปจนถึงปฏิบัติการทางทหารที่บานปลายซึ่งกำลังทดสอบความเป็นพันธมิตร
ลำดับความสำคัญสูงสุดของทรัมป์คือการสรุปข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้ปิดกั้นอย่างมีประสิทธิผลมาตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมกันเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ช่องแคบนี้เป็นจุดคอขวดที่สำคัญสำหรับปริมาณน้ำมันโลกประมาณ 20% และการปิดตัวลงทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงไปแล้วประมาณ 20% จากจุดสูงสุดของปี 2026 จากสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าเหตุใดทรัมป์จึงเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลภายในประเทศให้บรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections)
ตามรายงาน ข้อตกลงชั่วคราวนี้รวมถึงการขยายเวลาหยุดยิงออกไป 60 วัน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดและการเปิดช่องแคบอีกครั้งภายใน 30 วัน และอนุญาตให้อิหร่านขายและส่งออกน้ำมันเพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรเป็นระยะ อย่างไรก็ตาม ในขั้นวิกฤติ อิหร่านยืนกรานที่จะให้โครงการนิวเคลียร์ของตนถูกแยกออกจากการเจรจาในขั้นตอนนี้ ซึ่งเป็นข้อแลกเปลี่ยนที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับอิสราเอล ทรัมป์ยังเผชิญกับข้อจำกัดทางการเมืองจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ที่ลงมติรับรองมติเชิงสัญลักษณ์ว่าด้วยอำนาจสงครามกับอิหร่าน (215-208) เพื่อรั้งอำนาจของเขา ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้เขาแสดงให้เห็นทางออกทางการทูตจากความขัดแย้งที่เขาเป็นผู้ร่วมจุดชนวน
จุดยืนของเนทันยาฮูนั้นตรงกันข้ามกับทรัมป์อย่างสิ้นเชิง สำนักนายกรัฐมนตรีของเขายอมรับว่าอิสราเอล "ไม่ได้เป็นภาคี" ในบันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่เขายืนกรานว่าข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องมีเงื่อนไขที่เทียบเท่ากับการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง ข้อเรียกร้องเหล่านี้รวมถึงการนำวัสดุเสริมสมรรถนะทั้งหมดออกจากอิหร่าน การรื้อถอนโรงงานเสริมสมรรถนะทั้งหมด การจำกัดการผลิตขีปนาวุธนำวิถี และการยุติการสนับสนุนตัวแทนในภูมิภาค เช่น ฮิซบอลเลาะห์
เนทันยาฮูได้แสดงความกังขาต่อสาธารณะว่าข้อตกลงที่ปราศจากเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นไปได้ยาก และความอยู่รอดทางการเมืองในประเทศของเขาขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ของความเข้มแข็ง การโจมตีทางทหารอย่างต่อเนื่องของเขาจึงส่งสัญญาณว่าเขาจะยอมให้ความมั่นคงของอิสราเอลตกอยู่ภายใต้การควบคุมของวอชิงตันไม่ได้ สิ่งนี้ได้นำเขาไปสู่เส้นทางที่ปะทะโดยตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่กำลังเรียกร้องให้เขาทำตาม
ความร้าวฉานระเบิดออกมาอย่างเปิดเผยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เมื่อทรัมป์กล่าวกับ Financial Times ว่าเนทันยาฮู "ไม่ใช่คนสั่งการ" และจะ "ไม่มีทางเลือก" นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงใดก็ตามที่มีการเจรจา ถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่เพียงการโอ้อวด แต่เป็นความพยายามที่จะลดบทบาทพันธมิตรอย่างเปิดเผย มีรายงานว่าทรัมป์ได้เร่งเร้าให้เนทันยาฮูไม่ตอบโต้ หลังจากที่อิหร่านยิงขีปนาวุธนำวิถีใส่อิสราเอลเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน โดยเตือนว่าการยกระดับความรุนแรงอีกอาจทำให้ข้อตกลงสันติภาพต้องตกราง
เมื่ออิสราเอลตอบโต้กลับด้วยการโจมตีอิหร่านอีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนายน ซึ่งเป็นการขัดคำสั่งของทรัมป์อย่างชัดเจน ความแตกแยกที่เห็นได้ชัดก็ปรากฏขึ้น ทรัมป์กล่าวกับ Axios ในภายหลังว่าเขาได้เตือนเนทันยาฮูว่า "ฉันบอกไปว่า 'บีบี นายระวังตัวให้ดี หรือไม่นานนายก็จะต้องสู้เพียงลำพัง'"
ในเชิงวาทศิลป์ นี่คือการเสื่อมถอยครั้งสำคัญของหุ้นส่วนที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้ทรัมป์ถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 ตามคำเรียกร้องของเนทันยาฮูเป็นหลัก
ความแตกต่างเห็นได้ชัดเจนที่สุดในสนามรบ อิสราเอลโจมตีเป้าหมายที่สหรัฐฯ ขอร้องให้ละเว้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงโรงงานน้ำมันพลเรือนของอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม อิสราเอลทิ้งระเบิดคลังเชื้อเพลิง 30 แห่งของอิหร่าน ซึ่งเกินกว่าที่วอชิงตันคาดการณ์ไว้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ แจ้งให้อิสราเอลทราบในภายหลังว่ารัฐบาล "ไม่พอใจ" และแนะนำไม่ให้มีการโจมตีในลักษณะเดียวกันอีกหากไม่ได้รับการอนุมัติล่วงหน้า ต่อมาทรัมป์ปฏิเสธว่ารู้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สและโรงกลั่นน้ำมันอาซาลูเยห์ของอิสราเอลเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ซึ่งมีรายงานว่ามีการประสานงานกับสหรัฐฯ และได้ตัดความเป็นไปได้ในการโจมตีครั้งต่อไป
ในขณะเดียวกัน วัฏจักรความขัดแย้งยังคงรุนแรง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอลหลังจากการโจมตีของอิสราเอลในเบรุต ทรัมป์เร่งเร้าให้เนทันยาฮูยุติการตอบโต้ แต่อิสราเอลก็ยังโจมตีอิหร่านต่อไป ในเดือนมีนาคม อิหร่านมุ่งเป้าไปที่เรือในช่องแคบฮอร์มุซและจุดไฟเผาลำหนึ่ง ในขณะที่อิสราเอลตอบโต้ด้วยการโจมตีคลังน้ำมันและโจมตีเบรุต รวมถึงย่านชานเมืองที่ก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง
สหรัฐฯ พบว่าตนเองกำลังพยายามเจรจาข้อตกลงกับประเทศที่อิสราเอลยังคงทิ้งระเบิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่อยครั้งก็เป็นการขัดกับคำคัดค้านอย่างชัดเจนของวอชิงตัน
ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูเป็นการปะทะกันของสองยุทธศาสตร์ที่เข้ากันไม่ได้ ทรัมป์มองว่าข้อตกลงเป็นสิ่งจำเป็นต่อความอยู่รอดทางการเมืองในประเทศและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก ส่วนเนทันยาฮูมองว่าข้อตกลงใดๆ ก็ตามที่ปล่อยให้อิหร่านมีศักยภาพในการพัฒนานิวเคลียร์แฝงอยู่นั้น เป็นภัยคุกคามที่มีอยู่จริง ซึ่งสมควรแก่การตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารฝ่ายเดียว ผลลัพธ์คือพันธมิตรที่กำลังอยู่ในความขัดแย้งอย่างเปิดเผย โดยที่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าสงครามหรือสันติภาพในภูมิภาคนี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับคำถามที่ว่า แท้จริงแล้วใครคือผู้สั่งการตัวจริง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูคือการแตกหักทางยุทธศาสตร์ขั้นพื้นฐาน: ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและลดราคาพลังงาน ขณะที่นายกฯเนทันยาฮูยินยอมที่จะปฏิบัติการทางทหารฝ่าย...
ความขัดแย้งระหว่างทรัมป์และเนทันยาฮูคือการแตกหักทางยุทธศาสตร์ขั้นพื้นฐาน: ประธานาธิบดีทรัมป์ผลักดันข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่านเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและลดราคาพลังงาน ขณะที่นายกฯเนทันยาฮูยินยอมที่จะปฏิบัติการทางทหารฝ่าย... ทรัมป์ประกาศต่อสาธารณะว่า เขาคือ 'ผู้สั่งการทั้งหมด' ('I call all the shots') และเนทันยาฮู 'ไม่มีทางเลือก' ('no choice') นอกจากต้องยอมรับข้อตกลงที่สหรัฐฯเจรจากับอิหร่าน ซึ่งสะท้อนถึงการลดบทบาทและกดดันอิสราเอลอย่างเปิด...
ความร้าวฉานนี้สืบเนื่องมาจากวงจรที่อิสราเอลทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของอิหร่านและกรุงเบรุต แม้สหรัฐฯจะคัดค้านอย่างชัดเจนและขอให้ระงับการโจมตี โดยหวั่นว่าจะส่งผลเสียทางยุทธศาสตร์และทำให้ความพยายามทางการทู...