นักลงทุนผวา! ราคาน้ำมันดีดขึ้นกว่า $2 ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกลำผ่าน ก่อนร่วงลงแรงกว่า $2.50 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กลับลำยกเลิกแผนโจมตี ส่งสัญญาณดีลสันติภาพ [1, 10] สัญญาณสวนทาง!

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused the sharp intraday whipsaw in oil prices on Thursday, and what were the key events — including Iran's closure of the Strait of H. Article summary: The Thursday whipsaw was a **sentiment-driven reversal**: prices surged on the Hormuz closure, Kharg Island threat, and IRGC strikes, then crashed when Trump called off further strikes. But the physical supply disruption. Topic tags: general, general web, user generated, news. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Oil prices jump after Iran and U.S. attack commercial ships as tensions escalate over Strait of Hormuz. Crude oil prices rose Monday, as the U.S. and Iran teetered on the brink o" source context "Oil prices jump after Iran and U.S. attack commercial ships as tensions escalate over Strait of Hormuz - CNBC
วันที่ 11 มิถุนายน 2026 คือวันที่ตลาดน้ำมันโลกดีดตัวตามแรงกระแทกของข่าวสงคราม ภายในวันเดียว ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นลงอย่างรุนแรง จากขาขึ้นทำกำไรจากวิกฤตอุปทาน พลิกกลับเป็นขาลงรับข่าวดีลสันติภาพ นี่คือการแกะรอยทุกนาทีของวันที่ตลาดพลังงานโลก “หัวหมุน” พร้อมบทวิเคราะห์ว่าทำไมความเสี่ยงที่แท้จริงจึงยังไม่จบ
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดตั้งแต่เช้ามืด เมื่อกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าช่องแคบนี้ “ปิดตายสำหรับเรือทุกลำ รวมถึงเรือบรรทุกน้ำมันและเรือพาณิชย์” และเตือนว่าเรือใดพยายามฝ่าด่านจะถูกโจมตีทันที หน่วยงานทางทะเลของอิหร่านก็ออกมายืนยันคำสั่งนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยระบุว่าเป็นการปิด “จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม”
แม้ CENTCOM (กองบัญชาการทหารกลางสหรัฐฯ) จะออกมาปฏิเสธภายในไม่กี่ชั่วโมงว่ายังมีเรือพาณิชย์แล่นผ่านอยู่ แต่ตลาดน้ำมันกลับตอบสนองทันควัน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น $2.30 (หรือ 2.47%) ไปแตะ $95.40 ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 4% ทะลุ $93
ด้วยความที่ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางผ่านของอุปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของโลก
การปิดช่องแคบนี้จึงเหมือนระเบิดเวลาที่ตลาดหวาดกลัวมานาน
การประกาศปิดช่องแคบไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ CENTCOM เพิ่งโจมตีฐานทัพอิหร่านชุดใหม่เมื่อคืนก่อนหน้า และกองกำลัง IRGC โต้ตอบกลับด้วยการยิงถล่มเป้าหมายทางทหารของสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้บาห์เรนส่งเสียงไซเรนเตือนภัย และคูเวตต้องปิดน่านฟ้าชั่วคราว
ทรัมป์เติมเชื้อไฟลงในกองเพลิงด้วยการขู่ยึด เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดขนถ่ายน้ำมันดิบที่คิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ของการส่งออกทั้งหมดของอิหร่าน และบอกว่าจะเข้าควบคุมภาคน้ำมันและก๊าซของอิหร่านอย่างเบ็ดเสร็จ ถ้อยแถลงนี้ทำให้สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้าพุ่งขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของวัน โดยบางดัชนีวัดว่า WTI ทะยานขึ้นมากกว่า $3 เลยทีเดียว
แต่ขาขึ้นนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อทรัมป์โพสต์ข้อความว่าตนได้สั่ง ยกเลิกแผนโจมตีทางทหาร ต่ออิหร่านแล้ว เพราะการเจรจาได้คืบหน้าไปจนถึง “ระดับผู้นำสูงสุดของอิหร่าน” และมีแนวร่วมจากมหาอำนาจในภูมิภาค เพียงประโยคเดียว ตลาดก็พลิกโหมดจาก “เพิ่มส่วนต่างราคาจากสงครามเต็มรูปแบบ” ไปเป็น “ตั้งราคาล่วงหน้ารับการหยุดยิง” ในพริบตา
เมื่อถึงเวลา 14:38 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรุดลง $2.50 (หรือ 2.7%) ไปปิดที่ $90.60 ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนกรกฎาคมปิดร่วงลง $2.32 หรือลดลง 2.58% ล้างกำไรทั้งหมดที่ทำไว้ในช่วงเช้าจนหมดสิ้น
นี่คือตำราเรียนว่าด้วยการกลับตัวของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น (sentiment-driven reversal) เพราะอัลกอริทึมการซื้อขายที่กรูกันเข้าเก็บของในช่วงขาขึ้น พลิกมาขายทิ้งในเวลาไม่กี่นาที
ท่ามกลางความชุลมุนของราคา บทวิเคราะห์จาก Rystad Energy บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานชั้นนำของโลก กลับสะท้อนภาพที่น่ากังวลกว่ากราฟราคาเสียอีก
“ถ้าความเป็นปรปักษ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านปะทุขึ้นอีกครั้ง ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นไปถึงระดับ $150 ต่อบาร์เรล” – Rystad Energy
Jorge Leon รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์ของ Rystad กล่าวว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเหตุการณ์บานปลายครั้งนี้คือการกลับไปสู้รบอย่างเต็มรูปแบบ หรือเป็นเพียงเหตุการณ์อันตรายแต่ยังคุมสถานการณ์ได้”
รายงานยังเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า นับตั้งแต่เปิดสงครามเมื่อ 3 เดือนก่อน โลกได้สูญเสีย อุปทานน้ำมันดิบสะสมไปแล้วประมาณ 1 พันล้านบาร์เรล ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (SPR) ถึง 2.5 เท่า และแม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิด สินทรัพย์การผลิตส่วนใหญ่ก็ต้องใช้เวลา 4-7 สัปดาห์ในการฟื้นฟูกำลังผลิต
ความเสี่ยงใหญ่หลวงสำหรับนักเทรดที่หลงเชื่อ ‘ข่าวดี’ ก็คือ... ดูเหมือนอีกฝั่งยังไม่ได้คิดแบบนั้น
เตหะรานส่งสัญญาณชัดเจนว่ายังไม่มีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้น กองบัญชาการทหารร่วมสูงสุดของอิหร่านระบุว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้เป็น “การตอบโต้โดยตรง” ต่อการโจมตีของสหรัฐฯ และช่องแคบจะยังคงปิดต่อไป ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน (1 มิถุนายน) สื่อรัฐอิหร่านรายงานว่าเตหะรานได้ยุติการเจรจากับวอชิงตันผ่านคนกลางแล้ว
ย้อนไปก่อนหน้านั้นในเดือนพฤษภาคม โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านก็ย้ำว่าข้อตกลงที่สมบูรณ์นั้น “ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้”
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน สะท้อนรูปแบบเดิมๆ ที่วนลูป คือทรัมป์โพสต์ว่า “ดีลใกล้จะสำเร็จ” ตลาดก็ดีดตัวตาม ก่อนที่อิหร่านจะส่งสัญญาณตรงกันข้าม ทำให้วิกฤตซัพพลายทางกายภาพ (Physical Supply Disruption) ไม่ได้คลี่คลายลงเลยแม้แต่น้อย
การซื้อขายในวันพฤหัสบดีคือละครชีวิตจริงของตลาดน้ำมัน ราคากระดกขึ้นลงตามข่าวลือและคำพูดของผู้นำ แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือข้อเท็จจริงหนักหน่วงของวิกฤตการณ์ในโลกความเป็นจริง:
ตราบใดที่เรือบรรทุกน้ำมันยังไม่สามารถแล่นเข้าออกช่องแคบนี้ได้อย่างปลอดภัย ภาวะช็อกด้านอุปทาน (Supply Shock) ที่บิดเบือนสมดุลน้ำมันดิบโลกก็จะยังดำเนินต่อไป ไม่ว่ากราฟราคา ณ เวลาปิดตลาดจะดูสวยหรูเพียงใดก็ตาม
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
นักลงทุนผวา! ราคาน้ำมันดีดขึ้นกว่า $2 ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกลำผ่าน ก่อนร่วงลงแรงกว่า $2.50 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กลับลำยกเลิกแผนโจมตี ส่งสัญญาณดีลสันติภาพ [1, 10]
นักลงทุนผวา! ราคาน้ำมันดีดขึ้นกว่า $2 ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซห้ามเรือทุกลำผ่าน ก่อนร่วงลงแรงกว่า $2.50 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์กลับลำยกเลิกแผนโจมตี ส่งสัญญาณดีลสันติภาพ [1, 10] สัญญาณสวนทาง! แม้ทรัมป์จะประกาศยกเลิกแผนโจมตี แต่อิหร่านยัน 'ข้อตกลงยังไม่เกิดขึ้น' และช่องแคบฮอร์มุซจะยังปิดต่อไป [8, 32, 37]
เตือนภัยขั้นสุด! Rystad Energy เผยวิกฤตสงครามได้กวาดล้างอุปทานน้ำมันสะสมไปแล้วถึง 1 พันล้านบาร์เรล และเตือนราคาอาจทะยานสู่ $150 ต่อบาร์เรล หากความขัดแย้งกลับมาปะทุ [16, 19, 20, 22]