François Provost ซีอีโอของ Renault Group เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเร่งทำข้อตกลงกับจีน เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนสร้างซัพพลายเชนท้องถิ่นที่แท้จริงในยุโรป โดยเตือนว่าโรงงานประกอบเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สร้างมูลค่าเพิ่มท... คำเรียกร้องนี้มีขึ้นหลังสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยุโรป (CLEPA) รายงานว่า การลงทุนของซัพพลายเออ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Renault CEO François Provost call on the European Union to do regarding Chinese automakers at the 2026 Automotive News Europe Congr. Article summary: Here is a concise answer to each of your questions based on the latest sources.. Topic tags: general, news, general web, user generated, government. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Renault's CEO advises the EU to encourage Chinese car makers to source auto parts in Europe, benefiting the region's economy and industry." source context "Renault CEO Urges EU to Boost Local Sourcing by Chinese Car Makers" Reference image 2: visual subject "Renault CEO asks EU to encourage Chinese car makers to source parts in Europe - Finance news and analysis from Global Banking & Finance Review" source context "Renault CEO Urges
ในการประชุม Automotive News Europe Congress ปี 2026 ณ กรุงบรัสเซลส์ ฟรองซัวส์ โพรโวสต์ (François Provost) ซีอีโอกลุ่มบริษัท Renault ได้ส่งสารที่ตรงไปตรงมาถึงผู้กำหนดนโยบายของยุโรปว่า กลุ่มประเทศอียูต้องหยุดยั้งไม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนใช้ยุโรปเป็นเพียงโรงงานประกอบขั้นสุดท้าย แต่จะต้องถูกบังคับให้สร้างซัพพลายเชนที่แท้จริงและเป็นท้องถิ่น ข้อโต้แย้งของเขามีรากฐานมาจากความเป็นจริงทางเศรษฐกิจที่เรียบง่าย นั่นคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ของรถยนต์หนึ่งคัน และหากบริษัทจีนเพียงแค่ประกอบชุดชิ้นส่วนนำเข้าในโรงงานที่ยุโรป เครือข่ายซัพพลายเออร์ขนาดใหญ่ในทวีปนี้ก็แทบจะไม่ได้รับอะไรเลย
"มันไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลย หากคุณเพียงแค่ประกอบรถยนต์ หรือถ้าคุณมีซัพพลายเชนท้องถิ่นที่แท้จริง" โพรโวสต์กล่าวระหว่างการสนทนาบนเวทีกับ KC Crain ผู้จัดพิมพ์ Automotive News คำพูดของเขาซึ่งรอยเตอร์รายงานเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ซัพพลายเออร์ยานยนต์ในยุโรปกำลังส่งสัญญาณเตือนถึงช่องว่างการลงทุนที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับคู่แข่งจากจีน และบรัสเซลส์กำลังเร่งออกมาตรการปกป้องทางการค้าหลายชุด
แก่นของข้อโต้แย้งของโพรโวสต์อยู่ที่น้ำหนักทางเศรษฐกิจของซัพพลายเชน ในรถยนต์สมัยใหม่หนึ่งคัน มูลค่าส่วนใหญ่และดังนั้นจึงเป็นกำไร ไม่ได้เกิดขึ้นบนสายการประกอบขั้นสุดท้าย แต่เกิดจากเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนอันกว้างขวางที่ผลิตทุกอย่างตั้งแต่เซลล์แบตเตอรี่ ชิปเซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในรถ โพรโวสต์อ้างถึงตัวเลขที่ระบุว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์คิดเป็นประมาณ 70% ของมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ของรถยนต์หนึ่งคัน แม้ว่าบางรายงานจะระบุว่าเขาเคยใช้ตัวเลขที่สูงถึง 95% ในคำพูดลักษณะเดียวกันนี้
"ผมคิดว่าหนทางที่ดีสำหรับยุโรปคือการตั้งข้อตกลงกับจีนตามกลยุทธ์นี้" โพรโวสต์กล่าวกับผู้ฟังในกรุงบรัสเซลส์ โดยสนับสนุนให้มีการจัดทำข้อตกลงยานยนต์ระหว่างอียูและจีนที่ให้ความสำคัญกับการสร้างซัพพลายเชนท้องถิ่นที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากกว่าแค่การดึงดูดให้จีนมาตั้งโรงงานประกอบขั้นสุดท้าย
จุดยืนนี้สะท้อนถึงแรงผลักดันในวงกว้างจากรัฐบาลฝรั่งเศส ก่อนหน้านี้ โรลองด์ เลสคูร์ (Roland Lescure) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศส ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอียูอื่นๆ ใช้จุดยืนร่วมกันในเรื่องข้อกำหนดการใช้เนื้อหาท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่มีมายาวนานของปารีสว่า การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเป็นภัยคุกคามต่อทั้งผู้ผลิตรถยนต์ฝรั่งเศสและฐานซัพพลายเออร์ที่กว้างขวางของประเทศ
ความเร่งด่วนเบื้องหลังคำเรียกร้องของโพรโวสต์ถูกตอกย้ำด้วยข้อมูลใหม่จาก CLEPA ซึ่งเป็นสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งยุโรป จากการประเมินล่าสุดของ CLEPA การลงทุนโดยซัพพลายเออร์ยานยนต์ในอียูยังคง ซบเซาอย่างสิ้นเชิงระหว่างปี 2021 ถึง 2026 โดยการใช้จ่ายประจำปีในโรงงาน เครื่องจักร และเทคโนโลยีแทบไม่ขยับเขยื้อน
ในทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง การลงทุนในภาคยานยนต์ของจีนกลับ พุ่งขึ้นถึง 57% ในช่วงเวลาเดียวกัน CLEPA บรรยายถึงความแตกต่างนี้ว่าเป็น "ภัยแล้งการลงทุนเชิงโครงสร้าง" ที่กำลังสร้างสนามแข่งขันระดับโลกที่ไม่สมดุลและเป็นภัยคุกคามต่อกระดูกสันหลังภาคอุตสาหกรรมของยุโรป
องค์กรการค้านี้ยังได้ปรับลดคาดการณ์การผลิตอย่างน่าใจหาย โดย CLEPA ระบุว่า ตัวเลขคาดการณ์สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) ในยุโรปปี 2032 ถูกปรับลดลงจากมากกว่า 10.3 ล้านคัน เหลือเพียงประมาณ 8.2 ล้านคัน ซึ่งสะท้อนถึงแรงผลักดันที่อ่อนแรงลงในการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของทวีป
จากข้อมูลของ Oxford Economics ที่ถูกอ้างถึงในการวิเคราะห์ของ CLEPA ชี้ว่า ช่องว่างการลงทุนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้น แต่เป็นการแยกตัวเชิงโครงสร้างของความทะเยอทะยานระหว่างสองภูมิภาค ซัพพลายเออร์ในยุโรปที่ถูกบีบด้วยความสามารถในการทำกำไรที่อ่อนแอและกำลังการผลิตที่ลดลง กำลังถูกทิ้งห่าง ในขณะที่ผู้ผลิตจีนกำลังเร่งเครื่องบุกตลาดยุโรป
คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้อยู่นิ่งเฉย ได้มีความเคลื่อนไหวทางนโยบายหลายทางที่กำลังดำเนินอยู่ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างมากในแนวทางและความทะเยอทะยาน
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทันทีที่สุดคือในเดือนมกราคม 2026 เมื่อจีนและอียูตกลงที่จะตั้ง ราคาขั้นต่ำ (Price Floor) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในจีนและส่งออกไปยังยุโรป ซึ่งเป็นทางเลี่ยงที่ช่วยหลีกเลี่ยงการยกระดับภาษีเชิงลงโทษที่กำลังคุกคาม ภายใต้ข้อตกลงนี้ อียูได้ออกแนวทางทั่วไปเกี่ยวกับ "ข้อตกลงด้านราคา" สำหรับผู้ส่งออกรถอีวีจีน และนักวิเคราะห์บางรายคาดการณ์ว่าการส่งออกรถอีวีจีนไปยุโรปอาจเติบโตเฉลี่ย 20% ต่อปีในช่วงสองปีถัดจากนี้
เบื้องหลัง คณะกรรมาธิการยุโรปยังคงดำเนินการสอบสวนการต่อต้านการอุดหนุน (Anti-subsidy Investigation) การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนต่อไป แม้ว่าคณะกรรมาธิการจะระมัดระวังในการวางกรอบแนวทางว่าเป็น "การลดความเสี่ยง ไม่ใช่การตัดขาด (de-risking, not decoupling)" ความแตกต่างนี้มีความสำคัญทางการเมืองอย่างยิ่ง: บรัสเซลส์ต้องการลดการพึ่งพาเชิงยุทธศาสตร์โดยไม่ตัดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมด
ที่มีความทะเยอทะยานและเป็นที่ถกเถียงกันมากกว่าคือข้อเสนอใหม่สองประการ ข้อแรกคือ ร่างกฎหมาย EU Industrial Accelerator Act ที่เสนอในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งจะกำหนดข้อจำกัดใหม่สำหรับนักลงทุนต่างชาติในภาคส่วนยุทธศาสตร์ เช่น แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ และแร่ธาตุสำคัญ ร่างกฎหมายนี้จะกำหนดให้มีเนื้อหาการผลิตจากอียูในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในหลายภาคส่วน และบังคับให้ต้องขออนุมัติล่วงหน้าสำหรับการลงทุนต่างชาติที่สูงกว่า 100 ล้านยูโร หากประเทศบ้านเกิดของนักลงทุนมีกำลังการผลิตเกิน 40% ของโลก ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ปัจจุบันใช้กับจีนเพียงประเทศเดียว
ข้อที่สองคือ เครื่องมือกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนแบบใหม่ ที่นายมารอส เชฟโชวิช (Maroš Šefčovič) กรรมาธิการการค้าอียู ให้คำมั่นไว้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 ภายใต้ร่างข้อเสนอ บริษัทในยุโรปอาจถูกกำหนดให้ต้องจัดหาชิ้นส่วนสำคัญจากซัพพลายเออร์อย่างน้อยสามราย โดยจำกัดสัดส่วนไม่เกิน 30-40% จากซัพพลายเออร์รายใดรายหนึ่ง และมีข้อจำกัดชัดเจนว่าซัพพลายเออร์หลายรายนั้นจะต้องไม่ได้มาจากประเทศเดียวกัน เป้าหมายคือการลดการพึ่งพาจีนเพียงประเทศเดียวสำหรับวัสดุและส่วนประกอบที่สำคัญ
การตอบสนองของจีนรวดเร็วและตรงประเด็น เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) ซึ่งเป็นสำนักข่าวของรัฐ ได้เผยแพร่บทความวิจารณ์โดยละเอียด เตือนว่าแนวทางการลดความเสี่ยงของอียูมีความเสี่ยงที่จะบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของยุโรปเอง บทความวิจารณ์บรรยายร่างกฎหมาย Industrial Accelerator Act ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยให้เหตุผลว่าจะ "บิดเบือนสนามแข่งขันระดับเดียวกันในตลาดอียู" และละเมิดหลักการเศรษฐกิจตลาดขั้นพื้นฐาน
"การเคลื่อนไหวที่เป็นรูปธรรมใดๆ ก็ตามที่มุ่งหมายจะ 'ลดความเสี่ยง' จากจีน จะนำมาซึ่งต้นทุนที่สำคัญสำหรับยุโรป และทำลายผลประโยชน์ของผู้บริโภคและภาคธุรกิจของตน" ซินหัวระบุ พร้อมกับเสริมคำเตือนที่ชัดเจนว่า: หากอียูยืนกรานที่จะกำหนดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการค้าต่อจีน "จีนจะต้องใช้มาตรการตอบโต้เพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน"
ถ้อยแถลงของซินหัว แม้จะมีรูปแบบทางการทูต แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความคับข้องใจที่เพิ่มมากขึ้นของปักกิ่ง ต่อสิ่งที่เห็นว่าเป็นความพยายามร่วมกันของยุโรปในการสกัดกั้นการขยายตัวทางอุตสาหกรรมของจีน ภายใต้หน้ากากของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ บทความวิจารณ์ดังกล่าวอธิบายว่า คำแถลงล่าสุดของกรรมาธิการอียูที่ระบุว่าความสัมพันธ์ทางการค้า "ไม่ยั่งยืน" นั้น เป็นการทอดเงามืดเหนือความสัมพันธ์ทวิภาคี ในช่วงเวลาที่ความร่วมมือที่มั่นคงเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วนท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
บริบทที่กว้างขึ้นยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้กับคำเตือนของซินหัว ในช่วงต้นปี 2026 การเกินดุลการค้าของจีนกับอียูพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสแรกเพียงไตรมาสเดียว ซึ่งได้รับแรงหนุนส่วนหนึ่งจากการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน การลงทุนแบบกรีนฟิลด์ (Greenfield Investment) ของจีนในยุโรป ซึ่งเป็นรูปแบบที่บริษัทจีนสร้างโรงงานใหม่โดยตรงแทนที่จะเข้าซื้อกิจการที่มีอยู่ คิดเป็น 78% ของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของจีนในกลุ่มประเทศอียู โดยกระจุกตัวอย่างมากในอุตสาหกรรมรถยนต์และแบตเตอรี่
การแทรกแซงของโพรโวสต์ในบรัสเซลส์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน อียูกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการปกป้องฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของตน กับการหลีกเลี่ยงสงครามการค้าเต็มรูปแบบกับจีน ข้อตกลงราคาขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าช่วยซื้อเวลาได้บ้าง แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งกว่า นั่นคือ ภัยแล้งการลงทุนของซัพพลายเออร์ยุโรปและการผลักดันด้านขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างไม่หยุดยั้งจากผู้ผลิตจีน ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
สำหรับผู้กำหนดนโยบายยุโรปแล้ว คำถามที่โพรโวสต์หยิบยกขึ้นมานั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป: หากกลุ่มประเทศอียูต้องการรักษาซัพพลายเชนยานยนต์ของตน ควรจะออกคำสั่งให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนซื้อชิ้นส่วนจากยุโรปหรือไม่ ไม่ใช่แค่เช่าพื้นที่โรงงานในยุโรป? และหากบรัสเซลส์ลงมือจริง ปักกิ่งจะตอบสนองอย่างไรนอกเหนือไปจากคำเตือนเชิงวาทศิลป์?
คำตอบจะกำหนดอนาคตไม่เพียงแค่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ยุโรป แต่รวมถึงทิศทางโดยรวมของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างอียูและจีนไปตลอดช่วงที่เหลือของทศวรรษนี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
François Provost ซีอีโอของ Renault Group เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเร่งทำข้อตกลงกับจีน เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนสร้างซัพพลายเชนท้องถิ่นที่แท้จริงในยุโรป โดยเตือนว่าโรงงานประกอบเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สร้างมูลค่าเพิ่มท...
François Provost ซีอีโอของ Renault Group เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเร่งทำข้อตกลงกับจีน เพื่อบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์จีนสร้างซัพพลายเชนท้องถิ่นที่แท้จริงในยุโรป โดยเตือนว่าโรงงานประกอบเพียงอย่างเดียวแทบจะไม่สร้างมูลค่าเพิ่มท... คำเรียกร้องนี้มีขึ้นหลังสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยุโรป (CLEPA) รายงานว่า การลงทุนของซัพพลายเออร์ในอียูซบเซาลงอย่างสิ้นเชิงระหว่างปี 2021 ถึง 2026 ในขณะที่การลงทุนของจีนในภาคส่วนเดียวกันกลับพุ่งขึ้นถึง 57% [21][23]
เพื่อตอบโต้ สำนักข่าวซินหัวของจีนออกมาเตือนว่ามาตรการ "ลดความเสี่ยง" ของบรัสเซลส์อาจส่งผลย้อนกลับ ทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของยุโรปเอง และจีนอาจใช้มาตรการตอบโต้ [35]