ในทุกสถานการณ์ รูปแบบการเดินทวนเข็มนาฬิกาก็ปรากฏขึ้น แม้แต่การทดลองกับคนเดินเท้าเพียงคนเดียวในพื้นที่โล่งกว้างก็ยังแสดงให้เห็นถึงอคตินี้ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าผลลัพธ์นี้เกิดจากกลไกทางชีวกลศาสตร์ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่จากพลวัตของกลุ่มหรือปฏิสัมพันธ์กับฝูงชน [12, 13, 21]
หนึ่งในจุดแข็งของงานวิจัยนี้คือความเป็นระบบในการขจัดคำอธิบายทางเลือกอื่นๆ นักวิจัยสรุปว่าอคติในการเลี้ยวนี้ไม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่อไปนี้อย่างน่าทึ่ง:
ในรายงานของ Nature Communications ไม่ได้ระบุถึงการมองเห็นว่าเป็นตัวแปรเฉพาะที่ถูกทดสอบ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ตัดคำอธิบายทางสภาพแวดล้อมและจิตวิทยาออกไปโดยสิ้นเชิง และชี้ไปที่สาเหตุทางชีววิทยาพื้นฐานที่ลึกซึ้งกว่าแทน
งานวิจัยนี้อธิบายอคติดังกล่าวว่าเป็น “การแสดงออกของหลักการทางชีววิทยาที่ลึกซึ้งกว่าที่เรียกว่า การทำลายความสมมาตร (symmetry breaking)” [10, 13] โดยใจความแล้ว ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ทำงานอย่างสมมาตรในขณะเคลื่อนที่ แนวโน้มนี้มีต้นตอมาจากกลไกทางชีวภาพ ซึ่งฝังรากลึกในกระบวนการที่สมองใช้ประมวลผลและสั่งการเคลื่อนไหว มากกว่าที่จะเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมหรือจิตวิทยา
เคลาดิโอ เฟลิชานี (Claudio Feliciani) ผู้เขียนร่วมได้เน้นย้ำว่าสิ่งนี้ทำให้มนุษย์เป็นกรณีที่พิเศษ โดยสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้แสดงออกถึงความชอบด้านข้างที่สม่ำเสมอเช่นนี้ในขณะเคลื่อนที่ งานวิจัยเก่าแก่เคยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ความถนัดในการเคลื่อนที่ (locomotor handedness)” แต่ก็ตั้งข้อสังเกตว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับการถนัดมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่งานวิจัยใหม่นี้ได้ยืนยันอย่างหนักแน่น [17, 18] การที่รูปแบบนี้ยังคงอยู่ในเด็กของสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งมีเวลาน้อยมากในการซึมซับกฎเกณฑ์ทางวัฒนธรรม ยิ่งสนับสนุนสมมติฐานเรื่องสาเหตุที่ฝังมาตั้งแต่เกิด
การทำความเข้าใจอคติการเดินที่เป็นสากลนี้ส่งผลในเชิงปฏิบัติต่อการออกแบบพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม:
ทีมวิจัยวางแผนที่จะต่อยอดงานนี้โดยใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Virtual Reality หรือ VR) เพื่อศึกษาอคตินี้ภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมและทำซ้ำได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเผยเส้นทางประสาทและกลไกที่แน่ชัดว่าเหตุใดเกือบทุกคนในทุกหนแห่งจึงชอบเลี้ยวซ้าย
Comments
0 comments