เพียงไม่กี่วันหลังเหตุโจมตี ประมาณวันที่ 5-6 มิถุนายน 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายอาวุธแบบ Foreign Military Sale ให้แก่คูเวต ซึ่งเป็นระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (c-UAS) ที่ผลิตโดยบริษัท Anduril คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคูเวตเป็นฝ่ายร้องขอระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าการขายครั้งนี้ "จะพัฒนาขีดความสามารถของคูเวตในการรับมือกับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต" และสนับสนุนวัตถุประสงค์ด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ
ในวันที่ 9-10 มิถุนายน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้ออกมากล่าวหาสหรัฐอเมริกาว่าเป็นผู้ "จัดฉาก" (false-flag) เหตุโดรนถล่มสนามบินนานาชาติคูเวต เพื่อสร้างอุปสงค์เทียมให้กับระบบ Anduril นายเอสมาอีล บาแกอี (Esmaeil Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน อ้างว่าสหรัฐฯ ได้ใช้ "โดรนเลียนแบบของอิหร่าน" ในการก่อเหตุ และรีบผลักดันดีลอาวุธนี้ผ่านสภาเพื่อหากำไรจากความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้น
ทันทีหลังเหตุโจมตี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ออกมาปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยนายฮอสเซน โมเฮบบี (Hossein Mohebbi) โฆษก IRGC อ้างว่าความเสียหายเกิดจาก ขีปนาวุธระบบ Patriot ที่ผลิตโดยสหรัฐฯ เกิดความผิดพลาด หลังจากที่ยิงสกัดโดรนไม่สำเร็จและตกลงใส่ตัวอาคารผู้โดยสาร สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านได้ขยายผลเรื่องเล่านี้อย่างกว้างขวาง
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธข้ออ้างของอิหร่านอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่าเป็น "เท็จ" CENTCOM ยืนยันว่าโดรนของอิหร่านจงใจโจมตีอาคารผู้โดยสารอย่าง "ไตร่ตรองไว้ก่อนและไร้ความชอบธรรม" (calculated and unjustified attack) CENTCOM ยืนยันหนักแน่นว่าชิ้นส่วนและหลักฐานจากสถานที่เกิดเหตุระบุว่าเป็นส่วนประกอบของโดรนจากอิหร่าน
เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงของ สงครามอิหร่านปี 2026 ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉาก ปฏิบัติการเอปิกฟิวรี (Operation Epic Fury) ซึ่งเป็นการโจมตีทางอากาศโดยไม่ทันตั้งตัวต่อสถานที่ทางทหารและของรัฐบาลในอิหร่าน เป็นเหตุให้อดีตผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ali Khamenei) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ เสียชีวิต อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อกองกำลังสหรัฐฯ และพันธมิตรในอ่าวเปอร์เซีย ตั้งแต่นั้นมา อิหร่านก็ได้เปิดฉากโจมตีรัฐในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นฐานที่มั่นของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
สงครามครั้งนี้จุดชนวนให้เกิดการอภิปรายอย่างเข้มข้นในสภาคองเกรสสหรัฐฯ ภายใต้ กฎหมายมติอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) รัฐบาลทรัมป์ต้องเผชิญกับการนับถอยหลัง 60 วัน (ซึ่งครบกำหนดประมาณปลายเดือนเมษายน) ในการขออนุญาตจากสภาเพื่อดำเนินความเป็นปรปักษ์ต่อไป ในวันที่ 30 เมษายน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ประกาศว่าการหยุดยิงในช่วงต้นเดือนเมษายนได้ "ยุติ" ความเป็นปรปักษ์เพื่อจุดประสงค์ในทางกฎหมาย เป็นการพยายามรีเซ็ตนาฬิกานับถอยหลังดังกล่าว ในเดือนพฤษภาคม 2026 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติเสมอกันที่ 212 ต่อ 212 สำหรับมติอำนาจสงครามที่เสนอโดย ส.ส. จอช กอทท์ไฮเมอร์ (Josh Gottheimer) จากพรรคเดโมแครต ซึ่งหากผ่านจะสั่งให้ทรัมป์ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ เว้นเสียแต่ว่าสภาคองเกรสอนุญาตให้มีความขัดแย้งต่อไป — แต่มติดังกล่าวไม่ผ่านเนื่องจากคะแนนเสียงเท่ากัน
ในวันที่ 8 เมษายน 2026 สหรัฐฯ และอิหร่านตกลง หยุดยิงเป็นเวลาสองสัปดาห์ โดยมีปากีสถานเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่การสงบศึกนั้นเปราะบางตั้งแต่เริ่ม ในช่วงปลายเดือนเมษายนทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันว่าละเมิดข้อตกลง ในวันที่ 1 พฤษภาคม รัฐบาลทรัมป์ได้แจ้งต่อสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการว่าสงครามได้ "สิ้นสุดลงแล้ว" เพื่อเลี่ยงผลผูกพันทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ความเป็นปรปักษ์ไม่เคยยุติลงอย่างแท้จริง การโจมตีของอิหร่านต่อรัฐในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงเหตุการณ์ที่สนามบินคูเวต และการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ต่อฐานที่มั่นชายฝั่งของอิหร่านอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าการหยุดยิงล้มเหลวโดยพฤตินัย
หลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนอย่างหนักแน่นว่าโดรนของอิหร่านเป็นฝ่ายโจมตีสนามบิน — ภาพจากกล้องวงจรปิดของคูเวตเอง, คำกล่าวอ้างด้านนิติวิทยาศาสตร์ของคูเวตและ CENTCOM และลำดับเหตุการณ์การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ล้วนชี้ไปในทิศทางนั้น เรื่องเล่า "False Flag" และ "ระบบ Patriot ผิดพลาด" ของอิหร่านนั้นได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อที่รัฐบาลควบคุม (PressTV, TASS, Tasnim) เป็นหลัก และถูก CENTCOM ปฏิเสธด้วยการโต้แย้งเชิงประจักษ์พยานที่เฉพาะเจาะจง
Comments
0 comments