ปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยน "ความคิด" ของผู้บริโภคคือภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล จากการวิเคราะห์ของ Transport & Environment (T&E) พบว่า ต้นทุนการเติมน้ำมันรถยนต์เบนซินเฉลี่ยต่อ 100 กิโลเมตร จะอยู่ที่ 14.20 ยูโร (เพิ่มขึ้น 3.80 ยูโรจากผลกระทบของสงคราม) ในขณะที่ต้นทุนการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 6.50 ยูโร (เพิ่มขึ้นเพียง 0.70 ยูโร) ตัวเลขนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าผู้ขับขี่รถน้ำมันได้รับผลกระทบหนักกว่าผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าถึงห้าเท่า
ในฐานะหนึ่งในผู้เล่นหลักของตลาดรถยนต์ไฟฟ้ายุโรป เรโนลต์อยู่ท่ามกลางศูนย์กลางของกระแสความต้องการที่พุ่งสูงนี้ ฟร็องซัวส์ พรอโวสต์ (François Provost) ซีอีโอกลุ่มเรโนลต์ ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขและแผนการรับมือที่น่าสนใจอย่างยิ่ง:
สมุดคำสั่งซื้อพุ่ง 50%: นายพรอโวสต์เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า สมุดคำสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าของเรโนลต์ในตลาดสำคัญอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี พุ่งสูงขึ้นถึง 50% นับตั้งแต่ความขัดแย้งในอิหร่านเริ่มต้นขึ้น เขากล่าวว่าราคาน้ำมันที่สูงลิ่ว "ได้จุดประกายความสนใจในรถยนต์ไฟฟ้า" และความต้องการในปัจจุบันนั้นเกินกำลังการผลิตที่มีอยู่แล้ว
ข้อจำกัดด้านอุปทานและการเพิ่มกะการผลิต: แม้ว่าจะยืนยันว่าไม่มีปัญหาการขาดแคลนแบตเตอรี่ แต่เรโนลต์กำลังต้องทำงานอย่างหนักเพื่อตามให้ทันความต้องการ โดยได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (special task force) ขึ้นมา และกำลังพิจารณาเพิ่มกะการผลิตพิเศษที่โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในดูเอ (Douai) และโมเบจ (Maubeuge) ในฝรั่งเศส รวมถึงที่โนโว เมสโตในสโลวีเนีย โรงงานดูเอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า "Renault ElectriCity" ปัจจุบันสามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 900 คันต่อวัน และเพิ่งผลิตรถยนต์ Renault 5 E-Tech ครบ 100,000 คันในเวลาเพียง 15 เดือน
Renault 5 E-Tech: แชมป์แห่งฝรั่งเศส: ความสำเร็จของเรโนลต์ไม่ได้มาจากกระแสราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากตัวผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่ง โดยในปี 2025 Renault 5 E-Tech สามารถปิดยอดจดทะเบียนในฝรั่งเศสได้สูงถึง 37,997 คัน ขึ้นแท่นเป็นรถยนต์ BEV ที่ขายดีที่สุดของประเทศ แซงหน้า Tesla Model Y ได้อย่างเด็ดขาด ความนิยมนี้ต่อเนื่องมาถึงตลาดยุโรปโดยรวม โดยในเดือนมิถุนายน 2025 เพียงเดือนเดียว มียอดขายสูงถึง 15,752 คัน
ขณะที่ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์เรโนลต์ในยุโรปโดยรวมในปี 2025 เติบโตถึง 72%
แม้ตลาดจะร้อนแรง แต่นายพรอโวสต์ก็มองการณ์ไกลและยอมรับว่าความต้องการอาจชะลอตัวลง หากสงครามยุติและราคาน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงโครงสร้างจะดำเนินต่อไป และเพื่อให้การเติบโตนี้ยั่งยืน เขาได้เสนอกลยุทธ์สำคัญหลายประการ:
ผลักดันแบตเตอรี่ LFP ราคาถูก: นายพรอโวสต์กำลังผลักดันให้มีการใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ที่มีต้นทุนต่ำลงอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดราคารถยนต์ไฟฟ้าและรักษาการเข้าถึงของตลาดมวลชน แบตเตอรี่เหล่านี้จะมาจากกิกะแฟคทอรีของ Envision AESC (บริษัทในเครือ Envision Group ของจีน) ที่ตั้งอยู่ในเมืองดูเอ ซึ่งปัจจุบันมีกำลังการผลิต 9 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) และมีแผนขยายเป็น 30 GWh ในอนาคต
หนุนกฎ EU Local-Content ป้องกันการแข่งขันจากจีน: นายพรอโวสต์ได้ออกมาเรียกร้องต่อสาธารณะให้สหภาพยุโรป (EU) ออกกฎบังคับให้ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนต้องจัดหาชิ้นส่วนในท้องถิ่นมากขึ้น โดยสนับสนุนกฎระเบียบที่กำหนดสัดส่วนชิ้นส่วนภายใน EU (Local-Content) โดยเฉลี่ยประมาณ 60% ต่อคัน ท่าทีนี้เกิดขึ้นในขณะที่ EU กำลังร่างกฎหมายสำคัญที่เรียกว่า "Industrial Accelerator Act" ซึ่งจะกำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้าต้องมีชิ้นส่วนที่ผลิตใน EU อย่างน้อย 70% (ไม่รวมแบตเตอรี่) เพื่อให้มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุน
อย่างไรก็ตาม เรโนลต์มองว่าเป้าหมาย 75% ที่เคยถูกเสนอโดยฝรั่งเศสนั้นสูงเกินจริงและทำได้ยาก
สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาน้ำมันและยอดขาย แต่เกี่ยวพันถึงภูมิรัฐศาสตร์โลกและการปรับสมดุลของห่วงโซ่อุปทาน:
การรุกของจีน: ตลาดยุโรปที่กำลังเติบโตดึงดูดผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจำนวนมากที่กำลังเพิ่มการส่งออกอย่างรวดเร็ว เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายใน EU ได้จัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติม (นอกเหนือจากอัตราพื้นฐาน 10%) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากจีน
ซึ่งรวมถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่อย่าง Envision AESC ที่แม้จะมีบทบาทสำคัญในการผลิตให้เรโนลต์ในยุโรป แต่ก็ต้องเผชิญกับข้อกังขาเรื่องการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยรายงานของ Transport & Environment พบว่าความร่วมมือกับบริษัทจีนในปัจจุบัน "ขาดการแบ่งปันความรู้หรือผลประโยชน์ในท้องถิ่นที่มีความหมาย"
กฎหมาย EU Accelerator Act: ภายใต้กฎหมายดังกล่าว กองทุน "Battery Boost Fund" มูลค่า 18,000 ล้านยูโรจะถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการผลิตภายในประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความเร่งด่วนของยุโรปในการลดการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสงครามในตะวันออกกลางได้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก ที่ขนส่งน้ำมันถึงประมาณ 20% ของโลก
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า สงครามอิหร่านได้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ดำเนินอยู่แล้ว ก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สำหรับเรโนลต์ภายใต้การนำของฟร็องซัวส์ พรอโวสต์ โจทย์สำคัญในตอนนี้คือการจัดการอุปทานให้ทันกับอุปสงค์ที่ร้อนแรง ในขณะที่ต้องวางกลยุทธ์ด้านราคาและกฎระเบียบเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
Comments
0 comments