ในวันจันทร์ ทั้งสองฝ่ายต่างยังคงมีการยิงโจมตีแลกเปลี่ยนกันระลอกแล้วระลอกเล่า แม้ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการใช้กำลังและเปิดทางให้การเจรจาสันติภาพก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้สะกิดความกลัวครั้งใหญ่ของตลาดโลกในทันที นั่นคือความเป็นไปได้ที่สงครามเต็มรูปแบบจะปิดกั้นการขนส่งน้ำมันผ่าน 'ช่องแคบฮอร์มุซ' (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือแคบๆ แต่มีปริมาณน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกที่ต้องขนส่งผ่านเส้นทางนี้
ขณะที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง ในอีกมุมหนึ่งภาคเทคโนโลยีก็กำลังเผชิญหน้ากับการปรับฐานราคาครั้งรุนแรง ก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน ดัชนี แนสแด็ก (Nasdaq) ซึ่งเป็นศูนย์รวมของหุ้นเทคโนโลยี ได้ดิ่งลงถึง 4.18% แล้ว ซึ่งนับเป็นการร่วงลงในวันเดียวที่หนักที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2025 โดยแรงขายหลักนำโดยหุ้นยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์อย่าง Nvidia, Micron และ Broadcom
แนวโน้มผลประกอบการด้าน AI ที่น่าผิดหวังของ Broadcom กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดชนวนความกังวลว่าการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่ม AI ตลอดหลายเดือนนั้น ได้วิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจไปไกลเกินกว่าจะรับไหวแล้ว
ภัยลูกที่สามซึ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์คือข่าวเศรษฐกิจมหภาค ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมออกมาแข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้ตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นว่าเฟดจะยังไม่ลดอัตราดอกเบี้ย และอาจจะต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเพื่อสกัดเงินเฟ้อ มุมมองนี้ตรงกันข้ามกับความหวังเดิมที่ตลาดเคยมองว่าเฟดใกล้จะกลับลำมาผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นสู่ 4.57% ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโตสูงอย่างหุ้นเทคโนโลยี
ด้วยเหตุที่รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมและกำหนดการประชุมของธนาคารกลางหลายแห่งกำลังจะมาถึงในสัปดาห์ถัดมา ความกลัวของนักลงทุนจึงถูกสะท้อนผ่านดัชนีความผันผวน VIX ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 39.7%
แม้ว่าวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายนจะเป็นวันแห่งการรับเคราะห์สำหรับตลาดเอเชีย แต่ความเสียหายก้อนใหญ่ของวอลล์สตรีทนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ก่อนหน้าแล้ว โดยดัชนี S&P 500 ร่วงลงประมาณ 2.5% ในขณะที่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ก็ดิ่งลงอย่างหนักเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ในช่วงเย็นของวันจันทร์ตามเวลาในสหรัฐฯ ตลาดหุ้นอเมริกันกลับฟื้นตัวกลับขึ้นมาได้เล็กน้อย หลังจากที่อิหร่านส่งสัญญาณว่ายุติการโจมตีและหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ดัชนีแนสแด็กติดตัวกลับขึ้นมา 0.9% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.3% แต่ความเสียหายมูลค่ามหาศาลได้เกิดขึ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ตลาดหุ้นฝั่งเอเชียซึ่งเปิดทำการหลังจากรับรู้ข่าวร้ายจากวอลล์สตรีทและเหตุการณ์ในตะวันออกกลางไปเต็มๆ คือกลุ่มที่ได้รับความเสียหายหนักหน่วงที่สุด โดย เกาหลีใต้ คือศูนย์กลางของแผ่นดินไหวครั้งนี้ เพราะเป็นประเทศที่เป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ ร่วงหล่นอย่างรุนแรงถึง 8.8% ณ จุดหนึ่งในระหว่างวัน จนต้องกระตุ้นให้เกิดกลไก เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) หยุดการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที หุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน AI โลก ถูกกระหน่ำขายจนราคาร่วงไปกว่า 10%
ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei 225 ร่วงลงราว 4% โดยหุ้นผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์อย่าง Tokyo Electron และ Advantest เป็นผู้นำตลาดขาลง ทางฝั่งฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ปรับตัวลง 1.8% ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ลดลงราว 1.26%
นักวิเคราะห์ขนานนามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น "คลื่นการเทขายหุ้นเทคฯ ที่ซัดกระหน่ำทั่วเอเชีย"
ปฏิกิริยาที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดในตลาดคือราคาน้ำมันดิบ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude) พุ่งขึ้นมากกว่า 5% ในวันจันทร์ โดยขึ้นไปยืนเหนือระดับ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาที่พุ่งสูงสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ตลาดให้น้ำหนัก หากสงครามระหว่างอิสราเอลและอิหร่านขยายวงกว้างขึ้น อาจส่งผลให้การขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซต้องหยุดชะงัก ซึ่งจะทำให้ราคาพลังงานโลกและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
ปฏิกิริยาของ Bitcoin ในวิกฤตครั้งนี้ให้ภาพที่แตกต่างและซับซ้อน ในขณะที่หุ้นทั่วโลกถูกเทขาย ราคา Bitcoin กลับดีดตัวขึ้น โดยมีนักลงทุนบางส่วนแห่เข้าซื้อ Bitcoin ในฐานะ 'สินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือก' (Alternative Safe Haven) ที่อยู่นอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม ถึงแม้ว่าแรงซื้อจะไม่สม่ำเสมอและรุนแรงเท่ากับแรงซื้อในตลาดน้ำมัน แต่ก็แสดงให้เห็นถึงมุมมองใหม่ในหมู่นักลงทุนบางกลุ่มที่มองว่าสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากภาวะไร้เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจมหภาคเช่นนี้ได้
การล่มสลายของตลาดเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 คือเรื่องราวของจุดบรรจบที่สมบูรณ์แบบของโชคร้ายทั้งสามประการ: สงครามที่ปะทุใหม่ในชั่วข้ามคืน, ฟองสบู่การลงทุนที่แตกลง และการถูกกระชากเข้าสู่โลกแห่งความจริงของนโยบายการเงิน ตลาดเอเชียซึ่งมีสัดส่วนของอุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์หนาแน่นได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ฟื้นตัวทางเทคนิคกลับมาได้เล็กน้อย แต่ก็ไม่มากพอที่จะดับความกลัวว่า รายงานตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์ถัดมาจะนำพาอะไรมาให้กับตลาดอีก
Comments
0 comments