เงินกู้มาร์จินคือการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ทางการเงินเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหนี้คาดหวังว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะมีราคาตลาดที่ชัดเจนและสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
ในกรณีของ SoftBank หลักประกันคือหุ้น OpenAI ที่บริษัทถืออยู่ แผนเดิมมุ่งระดมเงินประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่การลดเป้าหมายเหลือราว 6 พันล้านดอลลาร์สะท้อนว่าเจ้าหนี้ต้องการเผื่อความเสี่ยงมากขึ้น และไม่มั่นใจว่าจะประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าวได้อย่างไร
แม้ช่วงแรกการเจรจายังดำเนินต่อไป แต่รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนระบุว่าการพูดคุยเพื่อกู้เงินอย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์หยุดชะงักแล้ว โดย SoftBank อาจเลือกใช้วิธีระดมทุนรูปแบบอื่นแทน
เจ้าหนี้ไม่ได้กังวลเพียงเงื่อนไขบางข้อของดีล แต่กังวลกับธรรมชาติของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันตั้งแต่ต้น เพราะ OpenAI ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
สำหรับบริษัทมหาชน ธนาคารสามารถอ้างอิงราคาหุ้นที่ซื้อขายแบบเรียลไทม์ได้ แต่หุ้นของบริษัทเอกชนอย่าง OpenAI ต้องประเมินจากรอบระดมทุนล่าสุด หรือธุรกรรมซื้อขายหุ้นในตลาดรอง ซึ่งอาจให้ราคาที่แตกต่างกันและมีสภาพคล่องต่ำกว่า
ปัจจัยที่ทำให้การประเมินมูลค่าซับซ้อนขึ้น ได้แก่
พูดให้เข้าใจง่ายคือ SoftBank อาจถือหุ้นที่มีมูลค่าสูงมากบนกระดาษ แต่เจ้าหนี้ยังไม่แน่ใจว่าหากจำเป็นต้องขายหุ้นเหล่านั้นจริง จะขายได้ในราคาใกล้เคียงกับมูลค่าที่ใช้คำนวณหลักประกันหรือไม่
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 OpenAI ยื่นเอกสารจดทะเบียนเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) แบบเป็นความลับ
รายงานระบุว่า Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย และ OpenAI อาจเข้าตลาดได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน 2026 โดยมีกรอบมูลค่าที่ถูกพูดถึงราว 7.3 แสนล้านถึง 8.5 แสนล้านดอลลาร์
ในมุมหนึ่ง IPO น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องมูลค่า เพราะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จะทำให้มีราคาตลาดที่โปร่งใสมากขึ้น แต่ในระยะสั้น การยื่นแบบเป็นความลับกลับยังไม่ช่วยให้เจ้าหนี้ตัดสินใจได้ในทันที
เหตุผลคือเอกสาร S-1 ที่ยื่นแบบเป็นความลับยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการเงินที่ผ่านการตรวจสอบหรือรายละเอียดสำคัญต่อสาธารณะ ธนาคารจึงรู้ว่าอาจมี “ราคาตลาดจริง” เกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีตัวเลขที่เพียงพอสำหรับประเมินหลักประกันและอนุมัติเงินกู้ก้อนใหญ่ในวันนี้
นอกจากนี้ OpenAI ยังระบุในบล็อกของบริษัทว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลาการเข้าตลาด และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีภารกิจบางอย่างที่ทำได้ง่ายกว่าเมื่อบริษัทยังเป็นบริษัทเอกชน
ดังนั้น การยื่น IPO จึงไม่ได้ขจัดความกังวลของเจ้าหนี้ทันที แต่กลับย้ำให้เห็นว่ามูลค่าของ OpenAI ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ จนกว่าจะมีการเปิดเผยเอกสารต่อสาธารณะและกำหนดราคาเสนอขายอย่างเป็นทางการ
เงินกู้มาร์จินที่หยุดชะงักไม่ใช่เครื่องมือระดมทุนเพียงรายการเดียวของ SoftBank แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายการลงทุนใน AI ที่มีหลายชั้นและพึ่งพาการกู้ยืมจำนวนมาก ภายใต้การนำของมาซาโยชิ ซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 SoftBank ลงนามในวงเงินกู้สะพานแบบไม่มีหลักประกันมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีอายุ 12 เดือนและจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2027
เงินก้อนนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่ม 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ใน OpenAI ผ่าน SoftBank Vision Fund 2 รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบริษัท ธนาคารผู้จัดการเงินกู้ในช่วงแรกประกอบด้วย JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Mizuho Bank, Sumitomo Mitsui Banking Corporation และ MUFG Bank ก่อนจะมีธนาคารอื่นเข้าร่วมเป็นผู้รับประกันช่วงต่ออย่างน้อย 8 แห่ง
เงินกู้สะพาน 4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นหนี้ของบริษัทที่ไม่มีหลักประกัน ขณะที่เงินกู้มาร์จินที่เสนอจะใช้หุ้น OpenAI ของ SoftBank เป็นหลักประกันโดยตรง
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะธนาคารอาจเชื่อมั่นในความสามารถของ SoftBank ในการกู้เงินจากฐานะเครดิตของบริษัท แต่ยังลังเลเมื่อหลักประกันโดยตรงเป็นหุ้นของบริษัทเอกชนที่ประเมินมูลค่าได้ยาก
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า SoftBank มีภาระผูกพันต่อ OpenAI สะสมราว 6.46 หมื่นล้านดอลลาร์ และถือหุ้นประมาณ 13% ของบริษัท การที่ SoftBank จะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนระดับนี้ต่อไปด้วยโครงสร้างหนี้รูปแบบต่าง ๆ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งนักลงทุนและธนาคารผู้ปล่อยกู้
ท้ายที่สุด คำถามที่เจ้าหนี้ต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่า OpenAI มีมูลค่าบนกระดาษสูงแค่ไหน แต่คือหุ้นดังกล่าวจะมีมูลค่าและสภาพคล่องเพียงใดเมื่อถูกนำมาใช้ค้ำประกันหนี้จริง หากยังไม่มีราคาตลาดและข้อมูลการเงินที่เปิดเผยอย่างชัดเจน เงินกู้ที่ใช้หุ้น OpenAI ค้ำประกันก็ยังเป็นการเดิมพันที่มีความไม่แน่นอนสูง
เงินกู้มาร์จินคือการกู้เงินโดยใช้สินทรัพย์ทางการเงินเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหนี้คาดหวังว่าสินทรัพย์ดังกล่าวจะมีราคาตลาดที่ชัดเจนและสามารถขายเปลี่ยนเป็นเงินสดได้หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
ในกรณีของ SoftBank หลักประกันคือหุ้น OpenAI ที่บริษัทถืออยู่ แผนเดิมมุ่งระดมเงินประมาณ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่การลดเป้าหมายเหลือราว 6 พันล้านดอลลาร์สะท้อนว่าเจ้าหนี้ต้องการเผื่อความเสี่ยงมากขึ้น และไม่มั่นใจว่าจะประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าวได้อย่างไร
แม้ช่วงแรกการเจรจายังดำเนินต่อไป แต่รายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนระบุว่าการพูดคุยเพื่อกู้เงินอย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์หยุดชะงักแล้ว โดย SoftBank อาจเลือกใช้วิธีระดมทุนรูปแบบอื่นแทน
เจ้าหนี้ไม่ได้กังวลเพียงเงื่อนไขบางข้อของดีล แต่กังวลกับธรรมชาติของสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกันตั้งแต่ต้น เพราะ OpenAI ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
สำหรับบริษัทมหาชน ธนาคารสามารถอ้างอิงราคาหุ้นที่ซื้อขายแบบเรียลไทม์ได้ แต่หุ้นของบริษัทเอกชนอย่าง OpenAI ต้องประเมินจากรอบระดมทุนล่าสุด หรือธุรกรรมซื้อขายหุ้นในตลาดรอง ซึ่งอาจให้ราคาที่แตกต่างกันและมีสภาพคล่องต่ำกว่า
ปัจจัยที่ทำให้การประเมินมูลค่าซับซ้อนขึ้น ได้แก่
พูดให้เข้าใจง่ายคือ SoftBank อาจถือหุ้นที่มีมูลค่าสูงมากบนกระดาษ แต่เจ้าหนี้ยังไม่แน่ใจว่าหากจำเป็นต้องขายหุ้นเหล่านั้นจริง จะขายได้ในราคาใกล้เคียงกับมูลค่าที่ใช้คำนวณหลักประกันหรือไม่
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 OpenAI ยื่นเอกสารจดทะเบียนเตรียมเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) แบบเป็นความลับ
รายงานระบุว่า Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้นำการจัดจำหน่าย และ OpenAI อาจเข้าตลาดได้เร็วที่สุดในเดือนกันยายน 2026 โดยมีกรอบมูลค่าที่ถูกพูดถึงราว 7.3 แสนล้านถึง 8.5 แสนล้านดอลลาร์
ในมุมหนึ่ง IPO น่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องมูลค่า เพราะการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์จะทำให้มีราคาตลาดที่โปร่งใสมากขึ้น แต่ในระยะสั้น การยื่นแบบเป็นความลับกลับยังไม่ช่วยให้เจ้าหนี้ตัดสินใจได้ในทันที
เหตุผลคือเอกสาร S-1 ที่ยื่นแบบเป็นความลับยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลการเงินที่ผ่านการตรวจสอบหรือรายละเอียดสำคัญต่อสาธารณะ ธนาคารจึงรู้ว่าอาจมี “ราคาตลาดจริง” เกิดขึ้นในอนาคต แต่ยังไม่มีตัวเลขที่เพียงพอสำหรับประเมินหลักประกันและอนุมัติเงินกู้ก้อนใหญ่ในวันนี้
นอกจากนี้ OpenAI ยังระบุในบล็อกของบริษัทว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องช่วงเวลาการเข้าตลาด และอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากมีภารกิจบางอย่างที่ทำได้ง่ายกว่าเมื่อบริษัทยังเป็นบริษัทเอกชน
ดังนั้น การยื่น IPO จึงไม่ได้ขจัดความกังวลของเจ้าหนี้ทันที แต่กลับย้ำให้เห็นว่ามูลค่าของ OpenAI ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ จนกว่าจะมีการเปิดเผยเอกสารต่อสาธารณะและกำหนดราคาเสนอขายอย่างเป็นทางการ
เงินกู้มาร์จินที่หยุดชะงักไม่ใช่เครื่องมือระดมทุนเพียงรายการเดียวของ SoftBank แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ขยายการลงทุนใน AI ที่มีหลายชั้นและพึ่งพาการกู้ยืมจำนวนมาก ภายใต้การนำของมาซาโยชิ ซน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท
เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026 SoftBank ลงนามในวงเงินกู้สะพานแบบไม่มีหลักประกันมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมีอายุ 12 เดือนและจะครบกำหนดในเดือนมีนาคม 2027
เงินก้อนนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการลงทุนเพิ่ม 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ใน OpenAI ผ่าน SoftBank Vision Fund 2 รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของบริษัท ธนาคารผู้จัดการเงินกู้ในช่วงแรกประกอบด้วย JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Mizuho Bank, Sumitomo Mitsui Banking Corporation และ MUFG Bank ก่อนจะมีธนาคารอื่นเข้าร่วมเป็นผู้รับประกันช่วงต่ออย่างน้อย 8 แห่ง
เงินกู้สะพาน 4 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นหนี้ของบริษัทที่ไม่มีหลักประกัน ขณะที่เงินกู้มาร์จินที่เสนอจะใช้หุ้น OpenAI ของ SoftBank เป็นหลักประกันโดยตรง
ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะธนาคารอาจเชื่อมั่นในความสามารถของ SoftBank ในการกู้เงินจากฐานะเครดิตของบริษัท แต่ยังลังเลเมื่อหลักประกันโดยตรงเป็นหุ้นของบริษัทเอกชนที่ประเมินมูลค่าได้ยาก
ข้อมูลจากรายงานระบุว่า SoftBank มีภาระผูกพันต่อ OpenAI สะสมราว 6.46 หมื่นล้านดอลลาร์ และถือหุ้นประมาณ 13% ของบริษัท การที่ SoftBank จะเดินหน้าสนับสนุนการลงทุนระดับนี้ต่อไปด้วยโครงสร้างหนี้รูปแบบต่าง ๆ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญสำหรับทั้งนักลงทุนและธนาคารผู้ปล่อยกู้
ท้ายที่สุด คำถามที่เจ้าหนี้ต้องการคำตอบไม่ใช่เพียงว่า OpenAI มีมูลค่าบนกระดาษสูงแค่ไหน แต่คือหุ้นดังกล่าวจะมีมูลค่าและสภาพคล่องเพียงใดเมื่อถูกนำมาใช้ค้ำประกันหนี้จริง หากยังไม่มีราคาตลาดและข้อมูลการเงินที่เปิดเผยอย่างชัดเจน เงินกู้ที่ใช้หุ้น OpenAI ค้ำประกันก็ยังเป็นการเดิมพันที่มีความไม่แน่นอนสูง