ทุนไหลเข้ากองทุนบิตคอยน์ทรุดจาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เหลือราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือลดลง 80% นักวิเคราะห์ Bernstein ระบุสาเหตุหลักคือนักลงทุนรายย้ายกระแสเงินไปเก็งกำไรในหุ้น AI Strategy (อดีต MicroStrategy) กลายเป็นแรงดูดซับหลักของตลาด โดยระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ STRC ได้ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในไตรม...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused an 80% drop in Bitcoin inflows to roughly $12 billion in 2026, and how has the cycle been characterized by Bernstein analysts, i. Article summary: ## What Caused the 80% Drop in Bitcoin Inflows. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Bitcoin has remained under pressure throughout 2026, but analysts at Bernstein have argued that the cryptocurrency’s weaker performance is helping create a more institution-focused" source context "Bitcoin’s quiet cycle may be healthier than it looks: Bernstein" Reference image 2: visual subject "Bernstein says bitcoin's 'boring cycle' doesn't undermine store-of-value thesis despite $2.6B ETF outflows in 2026" source context "Bernstein says bitcoin's 'boring cycle' doesn't unde
เรื่องราวของเงินทุนในโลกบิตคอยน์ปี 2026 ไม่ใช่เพราะเรื่องเล่า (Narrative) มันพัง แต่เป็นเพราะมันกำลังเปลี่ยนไป กระแสเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflows) สู่กองทุน ETF สปอตในสหรัฐฯ และคลังเงินองค์กร (Corporate Treasuries) ได้ทรุดตัวลงอย่างรุนแรงถึงราว 80% จากที่เคยมีมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เหลือเพียงประมาณ 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ต้นเหตุไม่ได้มาจากความล้มเหลวเชิงพื้นฐานหรือภัยคุกคามจากควอนตัมคอมพิวติ้ง แต่เป็นเพราะการหมุนเวียนของกระแสเงินเก็งกำไร
นักวิเคราะห์จากวาณิชธนกิจแห่งวอลล์สตรีทอย่าง Bernstein ซึ่งนำโดย Gautam Chhugani ให้เหตุผลว่า นักเทรดรายย่อยนั้นเปลี่ยนความสนใจไปยังเรื่องเล่าที่ร้อนแรงกว่าอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปแล้ว ซึ่งมันได้ดูดซับโมเมนตัมที่เคยเป็นเชื้อเพลิงให้กับบิตคอยน์ในรอบก่อนหน้าไปจนหมด ทว่าภายใต้พื้นผิวของวัฏจักรที่แสน "น่าเบื่อ" นี้ พวกเขามองเห็นการวางรากฐานที่เงียบงันแต่หนักแน่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งขึ้นสู่เป้าหมายที่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุหลักเบื้องหลังการร่วงลงของกระแสเงินทุน 80% คือการเปลี่ยนแปลงของ "เรื่องเล่า" ในตลาด เมื่อหุ้น AI กลายเป็นขวัญใจของนักลงทุนทั่วไปและนักเก็งกำไร เงินทุนของรายย่อยที่เคยไหลทะลักเข้าสู่คริปโตในช่วงที่ ETF ได้รับการอนุมัติอย่างคึกคักระหว่างปี 2024-2025 ก็เหือดแห้งลง Bernstein ตั้งข้อสังเกตว่า การชะลอตัวของกระแสเงินทุนนี้ ไม่ใช่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเลเวอเรจที่ซ่อนอยู่หรือการล่มสลายของ Exchange แต่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ราคาบิตคอยน์ซบเซาและมีเงินไหลออกจาก ETF ตลอดทั้งปี
สิ่งนี้ได้สร้างวัฏจักรที่เงียบสงบผิดปกติ Bernstein เรียกมันว่า "น่าเบื่อ" (Boring) เพราะมีพลวัตของราคาที่อ่อนแอเมื่อเทียบกับช่วงการเติบโตแบบก้าวกระโดดในอดีต อย่างไรก็ดี พวกเขาเน้นย้ำว่า "น่าเบื่อ" ไม่ได้แปลว่าพัง แต่หมายถึงตลาดกำลังเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เป็นการเปลี่ยนผ่านจากตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรของรายย่อย ไปสู่ตลาดที่มีสถาบันเป็นผู้ยึดเหนี่ยว ในมุมมองของพวกเขา นี่คือ "เคสขาลงที่อ่อนแอที่สุด" ในประวัติศาสตร์ของบิตคอยน์ เพราะมันปราศจากความล้มเหลวเชิงระบบที่เคยเป็นตัวกำหนดตลาดหมีในยุคก่อน
ตัวเลขของ ETF นั้นชัดเจน กองทุน Bitcoin Spot ETF ในสหรัฐฯ มียอดเงินไหลออกสุทธิสะสมถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่ต้นปี 2026 แม้ในเดือนมีนาคมจะมีเงินไหลเข้าชั่วคราวถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ แต่แนวโน้มโดยรวมคือเงินทุนกำลังไหลออกจากผลิตภัณฑ์ที่เคยถูกยกย่องให้เป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์สำหรับการเข้าถึงของสถาบัน
แต่เรื่องราวของเงินไหลออกเป็นเพียงครึ่งเดียวของภาพ ในขณะที่ผู้ถือ ETF ขายออกไป ฝั่งคลังเงินของบริษัทมหาชนกลับเข้าซื้อแทน Bernstein ระบุว่าการสะสมของบริษัทคือแรงขับเคลื่อนอุปสงค์หลักที่ช่วยต้านแรงเทขายจาก ETF เอาไว้ พลวัตนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเกลียวราคาร่วงลงลึก และยิ่งตอกย้ำถึงการเปลี่ยนฐานเจ้าของในตลาด โดยในช่วงต้นปี 2026 อุปสงค์จากสถาบันสูงถึง 2.8 เท่าของอุปทานบิตคอยน์ที่ขุดใหม่ได้ ทำหน้าที่ดูดซับเหรียญที่รายย่อยกำลังกระจายออกมา
ไม่มีองค์กรไหนที่มีอิทธิพลต่อตลาดบิตคอยน์ในปี 2026 ได้รุนแรงและจับต้องได้เท่ากับ Strategy (ชื่อเดิมคือ MicroStrategy) อีกแล้ว บริษัทได้เร่งเครื่องโปรแกรมการสะสมบิตคอยน์ผ่านการออก "STRC" (Stretch) ซึ่งเป็นหุ้นบุริมสิทธิแบบถาวร (Perpetual Preferred Stock) ที่ให้ผลตอบแทนระหว่าง 10% ถึง 11.5% ต่อปี และถูกออกแบบมาให้ซื้อขายใกล้เคียงกับมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ที่ 100 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ในรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2026 Strategy รายงานว่าสามารถระดมทุนจากการขายหุ้น STRC ได้สูงถึง 5.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระดมทุนรวมทั้งสิ้น 11.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากทุกเครื่องมือทางการเงินภายในต้นเดือนพฤษภาคม เงินทุนก้อนนี้ไม่ได้ถูกเก็บไว้เป็นเงินสด แต่มันถูกส่งต่อไปซื้อบิตคอยน์ทันที
Strategy ซื้อบิตคอยน์มูลค่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในระยะเวลาเพียงแปดสัปดาห์จนถึงปลายเดือนเมษายน ตัวเลขนี้มากกว่าเงินไหลเข้า ETF ทั้งหมดในช่วงเวลาเดียวกันที่มีเพียง 3.8 พันล้านดอลลาร์เสียอีก การซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในสัปดาห์เดียวของพวกเขาคือการซื้อ 22,337 BTC มูลค่า 1.57 พันล้านดอลลาร์ในช่วงกลางเดือนมีนาคม
ภายในเดือนเมษายน Strategy ได้ผ่านหลักชัยสะสมบิตคอยน์เกิน 100,000 BTC ในปี 2026 เพียงปีเดียว โดยถือครองคลังรวมทั้งสิ้น 818,334 BTC หรือคิดเป็นประมาณ 3.9% ของอุปทานทั้งหมด พฤติกรรมการซื้อของพวกเขาขึ้นอยู่กับการซื้อขาย STRC ให้สูงกว่าระดับพาร์ 100 ดอลลาร์เป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถเปิดใช้โปรแกรม At-The-Market (ATM) ออกหุ้นได้ และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดที่ทรงพลัง
โดยบริษัทคาดการณ์ว่าหากยังซื้อในอัตรานี้ต่อไป จะสามารถไปถึง 1 ล้าน BTC ได้ภายในกลางเดือนธันวาคม 2026
วิทยานิพนธ์ระยะยาวของ Bernstein ที่ให้เป้าหมายราคาบิตคอยน์ที่ 150,000 ดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งคิดเป็นโอกาสทำกำไรกว่า 110% จากระดับราว 71,000 ดอลลาร์สหรัฐในกลางปี 2026 นั้น วางอยู่บนความเชื่อที่ว่าตลาดกำลังถูกเปลี่ยนโฉมโดยมือของนักลงทุนสถาบัน
แตกต่างจากนักเทรดรายย่อยที่วิ่งตามโมเมนตัม เจ้าของที่เป็นสถาบันนั้นมีพฤติกรรม "ไม่ยืดหยุ่น" (Inelastic) มากกว่า หมายความว่าพวกเขาจะสะสมเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ และแทบจะไม่ขายออกเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนระยะสั้นเลย สิ่งนี้สร้างภาวะอุปทานที่ตึงตัวอย่างต่อเนื่อง
วิทยานิพนธ์นี้ถูกยืนยันด้วยภาพจากข้อมูลออนเชน (On-Chain) โดย Glassnode Bernstein อ้างอิงข้อมูลที่แสดงว่า 61% ของอุปทานบิตคอยน์ไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายมาเกินหนึ่งปี และตัวเลขนี้ไต่ขึ้นไปเป็น 63% และเคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 68% ในช่วงกลางปี 2025 มาก่อนแล้ว แผนภูมิ Glassnode ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2026 ก็ยังคงแสดงให้เห็นถึงการสงวนเหรียญของผู้ถือระยะยาวในระดับสูง
แก่นของข้อโต้แย้งนั้นเรียบง่าย: ในขณะที่อุปทานซึ่งถูกซื้อขายอย่างคึกคักหดตัวลงเรื่อย ๆ อุปสงค์ที่เกิดขึ้นใหม่ — ไม่ว่าจะมาจาก ETF, คลังบริษัท, หรือการกลับมาของเรื่องเล่าแบบอื่น — อาจส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างไม่เป็นสัดส่วน
ทีมนักวิเคราะห์ของ Bernstein ได้ย้ำเป้าหมายราคา 150,000 ดอลลาร์อย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนมิถุนายน พร้อมคงเป้าจุดสูงสุดของวัฏจักรปี 2027 ไว้ที่ 200,000 ดอลลาร์ และเป้าหมายระยะยาวในปี 2033 ใกล้เคียง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในมุมมองของพวกเขา ภาวะซบเซาในปี 2026 ไม่ใช่ภัยคุกคามต่อเรื่องเล่าที่ว่าบิตคอยน์คือแหล่งรักษามูลค่า (Store of Value) แต่มันคือเครื่องพิสูจน์ว่าสินทรัพย์นี้กำลังเติบโตขึ้นอย่างแท้จริง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทุนไหลเข้ากองทุนบิตคอยน์ทรุดจาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เหลือราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือลดลง 80% นักวิเคราะห์ Bernstein ระบุสาเหตุหลักคือนักลงทุนรายย้ายกระแสเงินไปเก็งกำไรในหุ้น AI
ทุนไหลเข้ากองทุนบิตคอยน์ทรุดจาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2025 เหลือราว 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2026 หรือลดลง 80% นักวิเคราะห์ Bernstein ระบุสาเหตุหลักคือนักลงทุนรายย้ายกระแสเงินไปเก็งกำไรในหุ้น AI Strategy (อดีต MicroStrategy) กลายเป็นแรงดูดซับหลักของตลาด โดยระดมทุนผ่านหุ้นบุริมสิทธิ STRC ได้ 5.6 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรก และซื้อบิตคอยน์สะสมเกิน 100,000 BTC ในปีนี้ เพียงลำพังสามารถชดเชยแรงขายจาก ETF
ท่ามกลาง ETF สปอตมีเงินไหลออกสุทธิ 2.6 พันล้านดอลลาร์ และข้อมูล Glassnode พบบิตคอยน์กว่า 60% ไม่เคลื่อนไหวเกิน 1 ปี Bernstein มองภูมิทัศน์ปี 2026 คือการเปลี่ยนผ่านสู่ฐานผู้ถือสถาบันที่แข็งแกร่งและไม่ยอมขายง่าย ๆ