ทองคำปรับตัวลง 0.7% สู่ระดับ 4,298.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันอังคาร ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยก่อนตัวเลขเงินเฟ้อ ขณะที่เงินร่วงหนักถึง 14.2% ในวันเดียวไปแตะจุดต่ำสุดที่ 72.63 ดอลลาร์ในปีนี้ ความขัดแย้งในอิหร่านสร้างปรากฏการณ์ Safe Haven ล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์: ทองคำดิ่งลงประมาณ 25% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused gold and silver to hit their 2026 lows on Tuesday, and what key factors — including the U.S. military strikes on Iran, rising ra. Article summary: Based on the most recent reporting (CNBC, June 8), **gold slipped 0.7% on Tuesday** amid rising rate-hike expectations ahead of key U.S. inflation data, while silver has been under far more severe pressure through the ye. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Gold and Silver Prices Drop After January Peaks Amid Middle East Conflict and Oil Surge. *Gold remains under $5,000 per troy ounce but has gained approximately 8% for the year, acc" source context "Gold and Silver Price Decline in 2026: Analyst Targets and Oil Impact - News and Statistics - IndexBox" Refere
ตลาดทองคำและเงินในปี 2026 ต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก จากการพุ่งขึ้นทำสถิติในเดือนมกราคม สู่การร่วงลงครั้งประวัติศาสตร์ที่ซ้ำเติมด้วยวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งตามหลักแล้วควรจะหนุนราคาทองคำให้ทะยานขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม การโจมตีทางทหารต่ออิหร่านที่นำโดยสหรัฐฯ กลับกลายเป็นชนวนให้เกิดความล้มเหลวของสถานะ "Safe Haven" หรือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ทองคำทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบเดือนนับตั้งแต่ปี 2008 และเงินร่วงลงในวันเดียวแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1980
ในวันอังคาร ราคาทองคำปรับตัวลดลงอีก 0.7% ไปอยู่ที่ 4,298.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ โดยได้รับแรงกดดันจากกระแสคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ การปรับตัวลงเกิดขึ้นในขณะที่นักลงทุนต่างรอดูตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญที่จะประกาศในวันพุธและพฤหัสบดี ตัวเลขดังกล่าวอาจยืนยันถึงแรงกดดันด้านราคาที่ยังคงอยู่ และทำให้แนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
แต่การเคลื่อนไหวในวันเดียวนี้เป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนล่าสุดในแผ่นดินไหวที่เขย่าตลาดโลหะมีค่ามาตลอดทั้งปี
วิกฤตการณ์เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 31 มกราคม เมื่อทองคำและเงินเผชิญกับช่วงการซื้อขายที่เลวร้าย โดยราคาทองคำร่วงลงประมาณ 9% และมูลค่าตลาดรวมของทองคำและเงินหายไปเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อ้างอิงจากข้อมูลของ Morningstar ด้านเงินนั้นย่ำแย่กว่ามาก โดยดิ่งลงเกือบ 30% ซึ่งเป็นการร่วงลงในหนึ่งวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 1980
และเมื่อตลาดปิด เงินได้แตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 72.63 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก Kitco และ Saxo Bank ระบุว่า แรงเทขายที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากการคลายตัวของตลาดที่ร้อนแรงเกินไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้ในเดือนเดียวกัน ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นเกือบ 20% และราคาเงินพุ่งขึ้นกว่า 40% ด้วยสถานะการลงทุน เลเวอเรจ และกิจกรรมในตลาดออปชันที่อยู่ในระดับที่ "เป็นลักษณะเฉพาะของจุดสูงสุดระยะสั้น" ตามคำกล่าวของ Ole Hansen หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์จาก Saxo Bank ด้าน The Guardian รายงานว่า แรงเทขายถูกจุดชนวนโดยการเสนอชื่ออดีตผู้ว่าการ Fed อย่าง Kevin Warsh ของโดนัลด์ ทรัมป์ ให้มาดำรงตำแหน่งประธาน Fed แทน Jerome Powell ซึ่งเป็นบุคคลที่มีแนวโน้มนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) ทำให้นักลงทุนต้องปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยใหม่อย่างสิ้นเชิง
หากการร่วงลงในเดือนมกราคมเป็นเรื่องของการคลายสถานะเก็งกำไรแล้ว การเทขายในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนเป็นสิ่งที่ผิดปกติยิ่งกว่า นั่นคือวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับกลายเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงงานพลังงานของอิหร่านในเดือนมีนาคม 2026 สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตามตำราคือการแห่เข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นว่าราคาทองคำร่วงลงประมาณ 25% จากสถิติสูงสุดในเดือนมกราคมที่ 5,595 ดอลลาร์ ลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ประมาณ 4,100 ดอลลาร์ ภายในปลายเดือนมีนาคม ทองคำกำลังทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในรอบเดือนนับตั้งแต่ปี 2008
โดยสำนักข่าว The Middle East Insider สรุปสถานการณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "เมื่อสงครามเริ่มขึ้น เงินทุนทั่วโลกต่างวิ่งเข้าหาความปลอดภัยจริง – แต่มันไม่ได้วิ่งเข้าหาทองคำ แต่วิ่งเข้าหาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์สหรัฐ"
กลไกที่เกิดขึ้นนี้ได้รับการบันทึกไว้อย่างดีจากหลายสถาบัน โดยความขัดแย้งในอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งไปกระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ ผลักให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) สูงขึ้น และทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ธนาคาร DBS ตั้งข้อสังเกตว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง "ได้ยกระดับการคาดการณ์เงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทน และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ"
ทางด้าน BNP Paribas อธิบายว่า การพุ่งขึ้นของทองคำก่อนหน้านี้ได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการลดการใช้ดอลลาร์ (De-dollarization) และการคาดการณ์การลดดอกเบี้ย ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ได้พลิกกลับแล้ว โดยนักลงทุนกำลังรีบกลับเข้าหาเงินดอลลาร์
Morgan Stanley ได้เผยแพร่รายงานที่ใช้ชื่ออย่างชัดเจนว่า "สถานะ Safe Haven ของทองคำกำลังถูกกดดัน" โดยระบุว่าโลหะมีค่านี้ "สะดุดลงหลังจากเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน หลังจากที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 2021" Amy Gower นักกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารกล่าวว่า "ความอ่อนไหวของทองคำต่อนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง ได้มีอิทธิพลเหนือกว่าการตอบสนองแบบดั้งเดิมต่อความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์"
ตลาดกำลังคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ 52% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในสิ้นปี 2026 ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่างสิ้นเชิงจากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ย โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ (DXY) พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ในขณะที่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งยิ่งตอกย้ำแรงกดดันจากการเทขายต่อโลหะมีค่าที่มีราคาเป็นสกุลเงินดอลลาร์
ดังที่ Bob Haberkorn นักกลยุทธ์การตลาดอาวุโสจาก RJO Futures ให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า "การลดลงของราคาทองคำดูเหมือนจะมาจากการเปลี่ยนไปสู่สภาพคล่อง – คือการเลือกถือเงินสด เรากำลังเห็นเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าควบคู่ไปกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น"
เงินมีเปอร์เซ็นต์การปรับตัวลดลงที่มากกว่าทองคำอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2026 ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสองด้านของมันในฐานะทั้งโลหะมีค่าในเชิงการเงินและโลหะอุตสาหกรรม การเทขายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ทำให้เงินร่วงลง 14.2% ภายในกลางเดือนกุมภาพันธ์ เงินได้ดิ่งลงต่ำกว่าระดับ 73 ดอลลาร์ในช่วงการซื้อขายของเอเชีย
การปรับตัวลงของโลหะเงินถูกขยายผลจากความอ่อนไหวต่อความรู้สึกหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและภาวะขาดแคลนสภาพคล่อง เนื่องจากนักลงทุนทิ้งสินทรัพย์ที่ผูกกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำเงินไปเสริมหลักประกันในที่อื่น
เหตุการณ์ Flash Crash ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์เพิ่มความลึกลับเข้าไปอีกขั้น โดย Kitco รายงานว่า "ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน" ปรากฏขึ้นสำหรับการเทขายที่รวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจเป็นธนาคารเพื่อการลงทุนขนาดใหญ่หรือกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ตัดสินใจปล่อยสถานะซื้อจำนวนมาก หรืออาจเป็นการปรับสถานะล่วงหน้าก่อนรายงานตัวเลข CPI ที่อาจออกมาร้อนแรง ด้าน Forbes รายงานถึงเหตุการณ์เดียวกันโดยอ้างอิงคำพูดของ Viktoria Kuszak จาก Sucden Financial ที่กล่าวว่าการปรับตัวลง "ดูเหมือนจะขับเคลื่อนด้วยกระแสการไหลของตลาดมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน"
จุดสนใจในทันทีอยู่ที่ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐฯ โดยการปรับตัวลงของวันอังคารนั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับการปรับสถานะเพื่อรอรับตัวเลข CPI ที่อาจจะสนับสนุนหรือล้มล้างแนวคิดเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าที่คาดไว้ แรงกดดันต่อทองคำและเงินจะทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะคาดการณ์ว่า Fed จะใช้มาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากข้อมูลเศรษฐกิจ ทิศทางของความขัดแย้งในอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ การยกระดับความรุนแรงใดๆ ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันเพิ่มเติม จะยิ่งตอกย้ำวงจรย้อนกลับที่ผิดปกตินี้ – ราคาน้ำมันพุ่ง, อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น, เงินดอลลาร์แข็งค่า, และทองคำก็ร่วงลง นักวิเคราะห์จาก TradingKey ตั้งข้อสังเกตว่า ตรรกะด้านราคาของทองคำได้ผ่าน "การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ" จากอุปสงค์สินทรัพย์ปลอดภัยไปสู่สภาพคล่องและอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง และต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูงเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ในระดับสูง
Morningstar ได้สรุปความขัดแย้งนี้ไว้ว่า "อัตราเงินเฟ้อด้านพลังงานที่ขับเคลื่อนโดยน้ำมันกำลังหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นอุปสรรคทางการเงินต่อทองคำ" สำหรับนักลงทุนที่คุ้นเคยกับการที่ทองคำทำผลงานได้ดีในช่วงวิกฤต ปี 2026 ได้มอบบทเรียนอันโหดร้ายเกี่ยวกับการพังทลายของความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ – และบทเรียนนี้อาจยังไม่จบลงเท่านั้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทองคำปรับตัวลง 0.7% สู่ระดับ 4,298.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันอังคาร ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยก่อนตัวเลขเงินเฟ้อ ขณะที่เงินร่วงหนักถึง 14.2% ในวันเดียวไปแตะจุดต่ำสุดที่ 72.63 ดอลลาร์ในปีนี้
ทองคำปรับตัวลง 0.7% สู่ระดับ 4,298.75 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันอังคาร ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยก่อนตัวเลขเงินเฟ้อ ขณะที่เงินร่วงหนักถึง 14.2% ในวันเดียวไปแตะจุดต่ำสุดที่ 72.63 ดอลลาร์ในปีนี้ ความขัดแย้งในอิหร่านสร้างปรากฏการณ์ Safe Haven ล้มเหลวครั้งประวัติศาสตร์: ทองคำดิ่งลงประมาณ 25% จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,595 ดอลลาร์ เพราะสงครามดันราคาน้ำมัน กระตุ้นความกังวลเงินเฟ้อ ทำให้บอนด์ยีลด์และดอลลา...
Morgan Stanley, DBS Bank และ BNP Paribas ต่างรายงานตรงกันว่า นักลงทุนเทขายทองคำเพื่อถือเงินสดและดอลลาร์ ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยแบบดั้งเดิมมีพฤติกรรมเหมือนสินทรัพย์เสี่ยง