เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 คณะกรรมาธิการยุโรปได้อนุมัติโครงการเงินช่วยเหลือของรัฐ (State Aid) จากอิตาลี มูลค่ากว่า 23,000 ล้านยูโร (ประมาณ 8.5 แสนล้านบาท) เพื่อเร่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลมบนบก โซลาร์เซลล์ พลังน้ำ และก๊าซจากระบบบำบัดน้ำเสีย การอนุมัติภายใต้กรอบ "Clean Industrial Deal State Aid Framework" ครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนใหม่ได้ถึง 37.15 กิกะวัตต์ ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของกำลังผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนที่อิตาลีมีอยู่ในปัจจุบัน
มาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้อิตาลีบรรลุเป้าหมายการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ 39.4% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสุดท้ายทั้งหมดภายในปี 2030 โดยการสนับสนุนจะมาในรูปแบบของ สัญญาส่วนต่าง (Contracts for Difference: CfDs) ระยะเวลา 20 ปี ซึ่งทำงานแบบสองทิศทาง กล่าวคือ เมื่อราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกัน (Strike Price) ที่ตกลงกันไว้ รัฐจะเป็นผู้จ่ายส่วนต่างให้กับผู้ผลิต แต่ในทางกลับกัน หากราคาพุ่งสูงเกินไป ผู้ผลิตก็ต้องจ่ายส่วนต่างนั้นคืนให้รัฐ
จุดสำคัญคือเงินลงทุนก้อนนี้มาจากเงินงบประมาณของประเทศอิตาลีเอง ไม่ใช่จากงบกลางของอียู และการอนุมัติของคณะกรรมาธิการฯ ทำหน้าที่เหมือนการให้ไฟเขียวทางกฎระเบียบ
มาตรการนี้ถือเป็นการเร่งเครื่องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งสำคัญของอิตาลี และยังช่วยส่งเสริมแผนลงทุนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าของ Terna (การไฟฟ้าอิตาลี) มูลค่า 23,000 ล้านยูโรอีกก้อนหนึ่งที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ในปี 2025 เพื่อรองรับพลังงานสะอาดที่จะหลั่งไหลเข้ามา
เพื่อให้แน่ใจว่าคลื่นลูกใหม่ของพลังงานหมุนเวียนจะเปลี่ยนเป็นค่าไฟที่ถูกลงและระบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น บรัสเซลส์กำลังเตรียมบังคับใช้แผนติดตั้ง สมาร์ทมิเตอร์ (Smart Meters) ทั่วทั้งอียู ร่างข้อเสนอที่สื่อ POLITICO และ E&E News ได้รับมา ระบุเป้าหมายเบื้องต้นว่าภายในปี 2030 อย่างน้อย 50% ของผู้บริโภคขั้นสุดท้ายจะต้องมีมิเตอร์อัจฉริยะ และเพิ่มเป็น 65% ภายในปี 2033 แม้ตัวเลขเป้าหมายจะยังอยู่ในวงเล็บ ซึ่งหมายความว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงก่อนการประกาศใช้จริง แต่ก็เท่ากับเป็นการยกระดับจากเดิมที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะแบบไม่ผูกมัดภายใต้กฎหมาย Third Energy Package ที่เคยตั้งเป้า 80% ไว้ภายในปี 2020 ซึ่งทำให้การติดตั้งในประเทศต่างๆ ไม่สม่ำเสมอกัน
แม้ว่าข้อกำหนดทางเทคนิคของมิเตอร์อัจฉริยะจะมีระบุไว้แล้วใน EU Electricity Directive (EU/2019/944) แต่จนถึงปลายปี 2025 อัตราการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วทั้ง EU27 ก็ยังอยู่ที่ประมาณ 65–70% เท่านั้น โดยยังมีประเทศที่ล้าหลังอย่างมาก เช่น เยอรมนี และสาธารณรัฐเช็ก เป้าหมายใหม่ที่มีผลผูกพันทางกฎหมายนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อเร่งการใช้ไฟฟ้าในทุกภาคส่วน และมอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้ผู้บริโภค เพื่อให้รู้ว่าควรย้ายการใช้พลังงาน (เช่น การซักผ้า หรือการชาร์จรถยนต์) ไปยังช่วงเวลาที่มีผู้ใช้น้อย ซึ่งมีราคาถูกกว่า อันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้โดยตรง
มาตรการเชิงโครงสร้างทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กรอบการทำงานของแพ็คเกจ AccelerateEU ซึ่งเป็นแผนรับมือวิกฤตแบบรอบด้านของคณะกรรมาธิการฯ ที่นำเสนอเมื่อ 22 เมษายน 2026 โดยผสมผสานมาตรการบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าเข้ากับการปฏิรูประบบในระยะยาว:
แผนการชุดนี้ถอดบทเรียนมาจากวิกฤตพลังงานปี 2022 และยังต่อยอดมาจาก Action Plan for Affordable Energy ที่ประกาศไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งคาดการณ์ไว้ว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสุทธิได้ถึง 4.5 หมื่นล้านยูโรในปี 2025 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 1.3 แสนล้านยูโรในปี 2030 และ 2.6 แสนล้านยูโรในปี 2040 แผนก่อนหน้านี้ระบุไว้แล้วว่าการลดภาษีและค่าธรรมเนียมบนค่าไฟฟ้าคือคานงัดสำคัญ ซึ่งเป็นการปูทางให้กับการแทรกแซงทางการคลังที่กำลังเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบจากความไม่สงบในอิหร่านโดยตรง
วิกฤตการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งปะทุขึ้นจากความขัดแย้งในอิหร่านและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเชื้อเพลิงฟอสซิลโลก ได้จุดชนวนให้เกิดภาวะเงินเฟ้อและฉุดรั้งการเติบโตของ GDP อีกครั้ง ซึ่งถูกอ้างถึงอย่างชัดเจนใน Spring 2026 Economic Forecast ของคณะกรรมาธิการฯ แม้วิกฤตนี้จะแตกต่างจากวิกฤตจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปี 2022 แต่การตอบสนองของอียูก็แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการทางยุทธศาสตร์ ในขณะที่วิกฤตก่อนหน้านี้บีบให้ต้องรีบวิ่งหาแหล่งก๊าซทางเลือก แต่วิกฤตครั้งนี้กลับเร่งให้เกิดการซ่อมแซมเชิงโครงสร้างที่เคยติดหล่มมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปภาษีค่าไฟฟ้าและการบังคับใช้สมาร์ทมิเตอร์ เป้าหมายไม่ใช่แค่การเอาตัวรอดจากราคาพุ่งสูงอีกระลอก แต่เพื่อให้แน่ใจว่าครั้งหน้า ผลกระทบต่อค่าครองชีพของชาวยุโรปจะไม่รุนแรงแบบเดิมอีกต่อไป
Comments
0 comments