ต้นเดือนมิถุนายน 2026 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วน WTI อยู่ใกล้ 92 ดอลลาร์ ทั้งที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิดตายอย่างมีประสิทธิภาพมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน
ถือเป็นราคาที่ต่ำกว่าแบบจำลองของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลาส (Dallas Fed) ซึ่งเคยประเมินว่าจะแตะ 132 ดอลลาร์ หากช่องแคบถูกปิดระยะยาว และยังต่ำกว่าที่หลายฝ่ายกลัวกันในสัปดาห์แรกของวิกฤตว่าจะพุ่งถึง 130-200 ดอลลาร์
ถึงแม้ผู้บริโภคทั่วโลกจะยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพงขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกก็รอดพ้นวิกฤตราคาพุ่งขั้นหายนะที่ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้ในเดือนมีนาคมมาได้
ดุลยภาพสุดเปราะบางนี้วางอยู่บนเสาค้ำยันไม่กี่ต้นที่ซื้อเวลาให้ แต่กำลังถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ และพันธมิตรดึงคันโยกด้านอุปทานทุกตัวที่มี ในขณะที่เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวก็ทำหน้าที่บีบให้ความต้องการใช้น้ำมันลดลงอย่างน่าเกลียด ผลลัพธ์คือเพดานราคา 95 ดอลลาร์ที่ไม่มีใครเชื่อว่ามั่นคง
การส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ พุ่งแตะจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม 2026 ทำลายสถิติเดิม 5.2 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เพิ่งทำไว้เมื่อเดือนเมษายน ความเร็วและขนาดของการเพิ่มขึ้นนั้นน่าตะลึง ยอดรวมการส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของสหรัฐฯ แตะระดับเกือบ 12.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 4 สัปดาห์ของตัวเลขส่งออกน้ำมันดิบล้วนๆ อยู่ที่ 5.57 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
และในช่วงพีคสุด มีข้อมูลรายสัปดาห์เดียวที่ระบุว่าส่งออกถึง 6.44 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผลักให้ประเทศเกือบเข้าใกล้สถานะผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง
ตลาดเอเชียกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ โดยนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ สูงถึง 2.45 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม โดยเกาหลีใต้ประเทศเดียวนำเข้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โรงกลั่นในยุโรปก็เพิ่มการซื้ออย่างดุดันเช่นกัน โดยเนเธอร์แลนด์นำเข้า 686,000 บาร์เรลต่อวัน กระแสน้ำมันทะลักส่งออกนี้กำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดทางกายภาพของโครงสร้างพื้นฐานบนชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก นักค้าและนักวิเคราะห์ประเมินว่าสหรัฐฯ สามารถส่งออกน้ำมันได้สูงสุดประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวันตามขีดความสามารถของท่อและคลังเก็บในปัจจุบัน
IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันโลกจะหดตัวลง 420,000 บาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในปี 2026 ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากราคาที่พุ่งสูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ประเทศจีนซึ่งก่อนหน้านี้นำเข้าน้ำมันดิบประมาณหนึ่งในสามผ่านฮอร์มุซ ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการสูญเสียอุปทาน เพราะการอ่อนตัวลงของเศรษฐกิจจีนได้ลดความอยากนำเข้าลงในช่วงเวลาที่อุปทานหายากที่สุดพอดี
การทำลายล้างอุปสงค์นี้เป็นวาล์วระบายแรงดันที่โหดร้ายแต่ได้ผล อย่างไรก็ตาม แม้อุปสงค์จะหดตัว 420,000 บาร์เรล/วัน ก็ยังปิดช่องว่างอุปทานที่นับเป็นล้านบาร์เรลต่อวันไม่ได้อยู่ดี
อิหร่านยอมปล่อยให้การขนส่งผ่านช่องแคบแบบควบคุมมีให้เห็นเป็นหยดๆ ในขณะที่ผู้ผลิตในภูมิภาคก็เปิดใช้ท่อส่งน้ำมันสำรองฉุกเฉิน ท่อส่งสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ของซาอุดีอาระเบียที่มีกำลังส่งออกไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนทะเลแดงประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถือเป็นวาล์วผ่อนแรงวิกฤติที่สำคัญ เมื่อรวมกัน นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy ประเมินว่าท่อของซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สามารถส่งน้ำมันได้ 5 ถึง 6 ล้านบาร์เรล/วัน ไปยังจุดที่อยู่นอกอ่าวเปอร์เซีย
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ได้ผ่อนคลายการคว่ำบาตรบางอย่างเป็นการชั่วคราวสำหรับการขนส่งทางทะเลของอิหร่านและรัสเซีย เพื่อให้น้ำมันที่ลอยลำอยู่ในทะเลสามารถเข้าถึงตลาดได้ แต่มาตรการยกเว้นเหล่านี้กำลังจะหมดอายุลงสิ้นเดือนมิถุนายน 2026
ความตกลงร่วมปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ที่ประสานงานโดย IEA จำนวน 400 ล้านบาร์เรล ซึ่งประกาศเมื่อ 11 มีนาคม ได้สร้างกันชนให้ตลาดได้ประมาณ 30 วัน ที่อัตราการหยุดชะงักสูงสุด สหรัฐฯ ยังคงปล่อยน้ำมันจาก SPR ฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง และคลังสำรองเพื่อการพาณิชย์ทั่วโลกก็ถูกสูบออกในอัตราที่ดุดัน เมื่อรวมผลของการปล่อย SPR, การเบิกคลังพาณิชย์ และการเปลี่ยนเส้นทางท่อส่งฉุกเฉินทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะสร้างกันชนได้ประมาณ 130 วัน — แต่กันชนนี้มีจำกัด และกำลังถูกกัดกร่อนไปทุกสัปดาห์ที่วิกฤตยืดเยื้อ
บนเวทีอภิปรายด้านพลังงานของงานประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (SPIEF) เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2026 Igor Sechin ซีอีโอของ Rosneft ยักษ์ใหญ่น้ำมันรัสเซีย ได้นำเสนอรายงานปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "จุดเริ่มต้นของจุดจบหรือจุดจบของจุดเริ่มต้น?" เนื้อหาของเขาไม่อ้อมค้อม
Sechin ย้ำว่า 17 สัปดาห์ผ่านไปนับตั้งแต่ช่องแคบถูกปิด ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถทดแทนน้ำมันดิบประมาณ 16 ล้านบาร์เรลต่อวันที่หายไปจากการหมุนเวียนในตลาดโลกผ่านฮอร์มุซได้ เขาให้ภาพจำลอง 2 สถานการณ์:
Sechin ยังเตือนว่า ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อของฮอร์มุซกำลังบั่นทอนความต้องการน้ำมันในระยะยาว ด้วยการทำลายความเชื่อมั่นในความน่าเชื่อถือของอุปทาน — ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนที่อาจเร่งความสนใจไปยังแหล่งพลังงานทางเลือกแทน เขาตีกรอบการปิดช่องแคบว่าเป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนกฎระเบียบตลาดพลังงานโลกเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และยังรับประกันแยกต่างหากว่า รัสเซียจะรักษาเสถียรภาพในการส่งน้ำมันให้จีนและอินเดียได้ ไม่ว่าสภาพตลาดโดยรวมจะเป็นอย่างไร
อดีตผู้อำนวยการบริหาร IEA
Nobuo Tanaka ก็เข้าร่วมเวทีอภิปรายนี้ร่วมกับ Sechin และรัฐมนตรีพลังงานอุซเบกิสถานด้วย แม้ว่าการถกเถียงจะครอบคลุมความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันอย่างกว้างขวาง แต่ตัวเลขความเสี่ยงที่ราคาจะพุ่งแตะ 170 ดอลลาร์/บาร์เรลนั้น เป็นตัวเลขที่ออกมาจากแบบจำลองของนักวิเคราะห์ในวงกว้างมากกว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์โดยตรงบนเวที
รายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤษภาคม 2026 ของ IEA มีการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันโลกจะลดลง 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยเฉลี่ยตลอดปี 2026 — ภายใต้ข้อสมมติว่าการขนส่งผ่านฮอร์มุซจะค่อยๆ กลับมาในเดือนมิถุนายน ตัวเลขนี้มากกว่าสองเท่าของที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะลดลง 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ด้วยกำลังการผลิตจากอ่าวเปอร์เซียราว 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ถูกปิดตายในตอนนี้ และยอดสะสมการสูญเสียอุปทานจากผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียเกิน 1 พันล้านบาร์เรลแล้ว IEA จึงคาดการณ์ว่าปีนี้โลกจะขาดดุลน้ำมันถึง 1.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน นี่คือการพลิกตลาดจากที่เคยคาดการณ์เกินดุล 410,000 บาร์เรลต่อวัน กลายเป็นภาวะขาด
IEA เตือนว่าการใช้ SPR และการเบิกคลังเพื่อการพาณิชย์เป็นเพียง "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงบางส่วนและชั่วคราว" ปริมาณน้ำมันคงคลังของประเทศพัฒนาแล้วกำลังถูกใช้ในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อน และไม่มีกลไกที่ชัดเจนในการเติมเต็มตราบเท่าที่ฮอร์มุซยังปิด
หากช่องแคบถูกปิดนานเกินกว่าสถานการณ์ฐานที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน — หรือถ้ามีปัจจัยกันชนตัวใดตัวหนึ่งล้มเหลว เช่น ขีดความสามารถในการส่งออกของสหรัฐฯ, ความพร้อมของ SPR, หรือการอ่อนตัวของอุปสงค์จีน — ความเสี่ยงที่ราคาจะพุ่งกระฉูดอย่างรุนแรงก็ยังสูงมาก แบบจำลองของ Dallas Fed เคยให้ไว้ที่ 132 ดอลลาร์ สำหรับการปิดนานสามไตรมาส หากการปิดกั้นรุนแรงหรือยาวนานกว่านั้นจะผลักให้ราคาพุ่งสูงขึ้นไปอีกมาก ขณะที่บทวิเคราะห์สถานการณ์เลวร้ายที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ประเมินว่าเบรนท์จะไปถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 140 ดอลลาร์ และจะยืนเหนือ 120 ดอลลาร์ เป็นเวลานาน
จุดอ่อนหลักคือ: ตลาดพึ่งพากันชนชั่วคราวที่กำลังหมดลงเร็วกว่าที่ช่องว่างอุปทานพื้นฐานจะถูกปิดลง สถิติการส่งออกของสหรัฐฯ กำลังชนเพดานขีดจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ คลังสำรองทางยุทธศาสตร์มีจำกัด การทำลายอุปสงค์ของจีนเป็นการปรับตัวเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่วาล์วระบายที่ใช้ซ้ำได้ หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเหล่านี้ล้มเหลว ราคา 95 ดอลลาร์ จะกลายเป็นพื้น ไม่ใช่เพดาน ดังที่ Sechin กล่าว แม้ในกรณีที่มองโลกในแง่ดี การฟื้นคืนสู่ภาวะปกติอย่างสมบูรณ์จะเป็นเรื่องของปี 2027
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวที่ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังช่องแคบฮอร์มุซปิดจากสงครามอิหร่านนาน 3 เดือน สวนทางกับที่ตลาดเคยคาดว่าจะพุ่งถึง 130 200 ดอลลาร์ เพราะสหรัฐฯ ส่งออกน้ำมันทำลายสถิติต่อเนื่องที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวที่ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังช่องแคบฮอร์มุซปิดจากสงครามอิหร่านนาน 3 เดือน สวนทางกับที่ตลาดเคยคาดว่าจะพุ่งถึง 130 200 ดอลลาร์ เพราะสหรัฐฯ ส่งออกน้ำมันทำลายสถิติต่อเนื่องที่ 5.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน Igor Sechin ซีอีโอ Rosneft เตือนบนเวที SPIEF 2026 ว่าถึงฮอร์มุซเปิดตอนนี้กว่าตลาดจะกลับสู่ภาวะปกติต้องใช้เวลา 6 เดือน และจะไม่กลับเข้าสมดุลที่แท้จริงจนถึงครึ่งหลังของปี 2027
IEA คาดการณ์ว่าอุปทานน้ำมันโลกจะหายไปถึง 3.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน พลิกจากที่เคยคาดการณ์เกินดุล กลายเป็นขาดดุลถึง 1.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน เสี่ยงดันราคาพุ่งทะลุ 170 ดอลลาร์/บาร์เรล หากปัจจัยกันชนปัจจุบันพังทลายลง