สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า "ไม้ตาย" ของกฎระเบียบใหม่ไม่ใช่แค่การลดโควตา แต่อยู่ที่การเปลี่ยนวิธีมองถิ่นกำเนิดของสินค้า
EU ไม่ได้หยุดแค่สองเรื่องนี้ แต่ยังได้เพิ่มช่องทางให้ตัวเองปรับเกมรับได้ยืดหยุ่นขึ้น
กฎนี้เล่นแรงกับทุกประเทศ แต่มีข้อยกเว้นอยู่สองจุดที่ต้องรู้
ประเทศในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) คือ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตาและภาษี 50% โดยสิ้นเชิง แม้พวกเขาจะไม่ต้องกังวลเรื่องเพดาน แต่ก็ยังต้องปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วย “Melt and Pour” เหมือนกับประเทศอื่น
ที่เป็นประเด็นการเมืองสูงกว่าคือ เหล็กจากรัสเซีย ซึ่งกฎหมายใหม่วางไทม์ไลน์ชัดเจนว่าจะต้อง ยกเลิกข้อยกเว้นของ Slab เหล็กจากรัสเซียภายในปี 2571 เพื่อตัดโควตาคงเหลือที่เคยผ่อนผันจากการปรับมาตรการคว่ำบาตรรอบก่อนอย่างถาวร
“การตัดสินใจในวันนี้ส่งสัญญาณที่แข็งแกร่งเพื่อการผลิตเหล็กในเยอรมนีและยุโรป” Gunnar Groebler นายกสหพันธ์เหล็กกล้าเยอรมัน (WV Stahl) กล่าว ซึ่งสะท้อนอารมณ์ของอุตสาหกรรมต้นน้ำได้ดี
แต่ในรายละเอียดลึก ๆ ผู้ผลิตเยอรมันยังรู้สึกว่า กฎใหม่ยังปิดความเสี่ยงการสวมสิทธิ์ (transshipment) ผ่านประเทศที่สามไม่สนิท และกังวลว่าการนำเข้าอาจยังทะลักเข้ามาได้ผ่านช่องโหว่ที่เหลือ Juergen Kerner แกนนำสหภาพแรงงานโลหะ IG Metall เตือนว่าต่อให้นโยบายการค้าเป็นการตอบโต้ที่ถูกทางต่อสินค้าจีนราคาถูกและช่วยรักษางานไว้ได้ แต่มันยังไม่พอที่จะทำให้อุตสาหกรรมเหล็กอยู่รอด ถ้ารัฐบาลไม่จัดการราคาพลังงานให้ถูกลง พร้อมอัดฉีดแรงจูงใจลงทุนและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ
เป้าหมายสูงสุดที่สมาคมเหล็กกล้าสหภาพยุโรป (EUROFER) วางไว้คือดันอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานเหล็กจาก 65% ในปัจจุบันกลับไปให้ถึง 80%–85% อีกครั้ง นั่นคือระยะห่างที่มาตรการภาษีและโควตาช่วยได้เพียงบางส่วน
ทำไม EU ต้องหักดิบขนาดนี้? เหตุผลหลักคือ: