JPMorgan Asset Management (ขึ้นครั้งเดียวจบ): ให้เหตุผลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาของยูโรโซนจะทำให้ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในเดือนมิถุนายน เพื่อเป็นเสมือน "ประกัน" เชิงสัญลักษณ์ และจะหยุดอยู่แค่นั้น Zara Nokes นักวิเคราะห์ตลาดโลกของ JPMorgan AM กล่าวว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะดำเนินการเพียงเพื่อส่งสัญญาณว่ากำลังจับตาดูเงินเฟ้อ แต่ภาพรวมการเติบโตที่อ่อนแอจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้มีการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม
Pictet Asset Management (หยุดพักการขึ้นดอกเบี้ยโดยสิ้นเชิง): Luca Paolini หัวหน้านักกลยุทธ์ของ Pictet กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดคาดว่าจะขึ้นสามครั้ง แต่พวกเขาอาจจะทำแค่ครั้งเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่า 'เรากำลังดูข้อมูลเงินเฟ้ออยู่' เศรษฐกิจยุโรปไม่ได้กำลังฟื้นตัว" ทั้ง Pictet และ Carmignac เชื่อว่าผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลอันสมควรที่จะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ที่ระดับเดิม แทนที่จะปรับขึ้นเลย
การเติบโตที่อ่อนแอ: ข้อโต้แย้งหลักคือเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงเปราะบางเกินกว่าที่จะรับแรงกระแทกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง การเติบโตที่ซบเซาหมายความว่าเงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-pull inflation) มีน้อยมาก ดังนั้นการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนและอุปทาน
เงินเฟ้อถูกขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน ไม่ใช่อุปสงค์ในประเทศ: การกระโดดขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเมื่อเร็วๆ นี้ โดยตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งแตะ 3% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสงครามอิหร่านที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสี่ปีและสร้างปัญหาคอขวดในภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองบริษัทมองว่านี่คือแรงกระแทกชั่วคราวจากฝั่งอุปทาน ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
บทเรียนในอดีตจากความผิดพลาดเชิงนโยบาย: ECB เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2008 และอีกครั้งในปี 2011 แต่สุดท้ายแรงกดดันด้านราคากลับพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตการเงินโลกและวิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซนตามลำดับ เหตุการณ์ "การคุมเข้มนโยบายก่อนเวลาอันควร" เหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจโดยกลุ่มที่มีมุมมองสวนทาง
มุมมองของตลาดส่วนใหญ่: ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ตลาดการเงินได้ประเมินความน่าจะเป็นที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายนไว้สูงถึงประมาณ 90% และคาดการณ์การปรับขึ้นรวมประมาณ 0.75% (หรือสามครั้ง) ภายในสิ้นปี ผลสำรวจของ Bloomberg เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026
การวางตำแหน่งในตลาดตราสารหนี้: การเดิมพันในมุมมองสวนทางนี้คือ หากพวกเขาคิดถูก ราคาพันธบัตรของยูโรโซนจะปรับตัวสูงขึ้น (อัตราผลตอบแทนลดลง) จากระดับที่ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดจะต้องรื้อถอนการคาดการณ์ที่เข้มงวดเกินไปของตน
JPMorgan AM ยังมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง: นอกจากนี้ นักกลยุทธ์ของ JPMorgan ยังตั้งข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นได้ประเมินความเสี่ยงของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสูงเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจสร้างโอกาสในการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่มธุรกิจป้องกันความเสี่ยง (Defensive Sectors) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและสาธารณูปโภค
JPMorgan Asset Management (ขึ้นครั้งเดียวจบ): ให้เหตุผลว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาของยูโรโซนจะทำให้ ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียวในเดือนมิถุนายน เพื่อเป็นเสมือน "ประกัน" เชิงสัญลักษณ์ และจะหยุดอยู่แค่นั้น Zara Nokes นักวิเคราะห์ตลาดโลกของ JPMorgan AM กล่าวว่าธนาคารกลางมีแนวโน้มที่จะดำเนินการเพียงเพื่อส่งสัญญาณว่ากำลังจับตาดูเงินเฟ้อ แต่ภาพรวมการเติบโตที่อ่อนแอจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้มีการคุมเข้มนโยบายการเงินเพิ่มเติม
Pictet Asset Management (หยุดพักการขึ้นดอกเบี้ยโดยสิ้นเชิง): Luca Paolini หัวหน้านักกลยุทธ์ของ Pictet กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลาดคาดว่าจะขึ้นสามครั้ง แต่พวกเขาอาจจะทำแค่ครั้งเดียว เพื่อแสดงให้เห็นว่า 'เรากำลังดูข้อมูลเงินเฟ้ออยู่' เศรษฐกิจยุโรปไม่ได้กำลังฟื้นตัว" ทั้ง Pictet และ Carmignac เชื่อว่าผู้กำหนดนโยบายมีเหตุผลอันสมควรที่จะคงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ที่ระดับเดิม แทนที่จะปรับขึ้นเลย
การเติบโตที่อ่อนแอ: ข้อโต้แย้งหลักคือเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงเปราะบางเกินกว่าที่จะรับแรงกระแทกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง การเติบโตที่ซบเซาหมายความว่าเงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-pull inflation) มีน้อยมาก ดังนั้นการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนและอุปทาน
เงินเฟ้อถูกขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน ไม่ใช่อุปสงค์ในประเทศ: การกระโดดขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเมื่อเร็วๆ นี้ โดยตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งแตะ 3% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสงครามอิหร่านที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสี่ปีและสร้างปัญหาคอขวดในภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองบริษัทมองว่านี่คือแรงกระแทกชั่วคราวจากฝั่งอุปทาน ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
บทเรียนในอดีตจากความผิดพลาดเชิงนโยบาย: ECB เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2008 และอีกครั้งในปี 2011 แต่สุดท้ายแรงกดดันด้านราคากลับพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตการเงินโลกและวิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซนตามลำดับ เหตุการณ์ "การคุมเข้มนโยบายก่อนเวลาอันควร" เหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจโดยกลุ่มที่มีมุมมองสวนทาง
มุมมองของตลาดส่วนใหญ่: ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ตลาดการเงินได้ประเมินความน่าจะเป็นที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายนไว้สูงถึงประมาณ 90% และคาดการณ์การปรับขึ้นรวมประมาณ 0.75% (หรือสามครั้ง) ภายในสิ้นปี ผลสำรวจของ Bloomberg เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026
การวางตำแหน่งในตลาดตราสารหนี้: การเดิมพันในมุมมองสวนทางนี้คือ หากพวกเขาคิดถูก ราคาพันธบัตรของยูโรโซนจะปรับตัวสูงขึ้น (อัตราผลตอบแทนลดลง) จากระดับที่ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดจะต้องรื้อถอนการคาดการณ์ที่เข้มงวดเกินไปของตน
JPMorgan AM ยังมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง: นอกจากนี้ นักกลยุทธ์ของ JPMorgan ยังตั้งข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นได้ประเมินความเสี่ยงของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสูงเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจสร้างโอกาสในการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่มธุรกิจป้องกันความเสี่ยง (Defensive Sectors) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและสาธารณูปโภค