การเติบโตที่อ่อนแอ: ข้อโต้แย้งหลักคือเศรษฐกิจของยูโรโซนยังคงเปราะบางเกินกว่าที่จะรับแรงกระแทกจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง การเติบโตที่ซบเซาหมายความว่าเงินเฟ้อจากอุปสงค์ (Demand-pull inflation) มีน้อยมาก ดังนั้นการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงมาจากแรงกดดันด้านต้นทุนและอุปทาน
เงินเฟ้อถูกขับเคลื่อนด้วยราคาพลังงาน ไม่ใช่อุปสงค์ในประเทศ: การกระโดดขึ้นของอัตราเงินเฟ้อเมื่อเร็วๆ นี้ โดยตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปพุ่งแตะ 3% ในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสงครามอิหร่านที่ผลักดันราคาน้ำมันให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบสี่ปีและสร้างปัญหาคอขวดในภาคอุตสาหกรรม ทั้งสองบริษัทมองว่านี่คือแรงกระแทกชั่วคราวจากฝั่งอุปทาน ซึ่งนโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้โดยตรง
บทเรียนในอดีตจากความผิดพลาดเชิงนโยบาย: ECB เคยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2008 และอีกครั้งในปี 2011 แต่สุดท้ายแรงกดดันด้านราคากลับพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพียงชั่วคราว ท่ามกลางวิกฤตการเงินโลกและวิกฤตหนี้สาธารณะยูโรโซนตามลำดับ เหตุการณ์ "การคุมเข้มนโยบายก่อนเวลาอันควร" เหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์เตือนใจโดยกลุ่มที่มีมุมมองสวนทาง
มุมมองของตลาดส่วนใหญ่: ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ตลาดการเงินได้ประเมินความน่าจะเป็นที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนมิถุนายนไว้สูงถึงประมาณ 90% และคาดการณ์การปรับขึ้นรวมประมาณ 0.75% (หรือสามครั้ง) ภายในสิ้นปี ผลสำรวจของ Bloomberg เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมแสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสองครั้งในปี 2026
การวางตำแหน่งในตลาดตราสารหนี้: การเดิมพันในมุมมองสวนทางนี้คือ หากพวกเขาคิดถูก ราคาพันธบัตรของยูโรโซนจะปรับตัวสูงขึ้น (อัตราผลตอบแทนลดลง) จากระดับที่ใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดจะต้องรื้อถอนการคาดการณ์ที่เข้มงวดเกินไปของตน
JPMorgan AM ยังมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง: นอกจากนี้ นักกลยุทธ์ของ JPMorgan ยังตั้งข้อสังเกตว่าตลาดหุ้นได้ประเมินความเสี่ยงของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสูงเกินความเป็นจริง ซึ่งอาจสร้างโอกาสในการฟื้นตัวของหุ้นในกลุ่มธุรกิจป้องกันความเสี่ยง (Defensive Sectors) เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและสาธารณูปโภค
Comments
0 comments