หลังสงครามบานปลายในปี 2026 อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล [4][8] การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงักมานานกว่าหนึ่งปี หลังถูกขีปนาวุธถล่มโต๊ะเจรจา และทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน [4][5][7] รัสเซียพลิกวิกฤตเป็นโอกาส รายได้จากการส่งออกน้ำมันในเดือนมีน...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How are the renewed U.S. strikes on Iranian military sites impacting oil prices, what is the status of the Strait of Hormuz and the stalled. Article summary: Here is the full picture across all five of your questions, based on the latest available evidence.. Topic tags: general web, workflow, code, security, regulation. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Oil Prices Whipsaw Amid U.S.-Iran Conflict Shaking Global Markets. oil prices whipsaw as U.S.-Iran conflict shakes markets map graphic. The Strait of Hormuz is not merely a shipp" source context "Oil Prices Whipsaw Amid U.S.-Iran Conflict Shaking Global Markets" Reference image 2: visual subject "Never miss a post from ddindialive. Sign up for Instagram to stay in the loop. Video by DD India on March 22, 2026. May be
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านส่งผลกระทบต่อตลาดน้ำมันโลกเป็นระลอก
ระลอกแรก: ปฏิบัติการค้อนเที่ยงคืน (Operation Midnight Hammer)
หลังสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ฟอร์โดว์, นาทานซ์ และอิสฟาฮาน เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2025 ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ประมาณ 77.38 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะย่อตัวลงอย่างรวดเร็ว ตลาดการเงินโลกตอบสนองในวงจำกัดเพราะอิหร่านไม่ได้ตอบโต้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในทันที สื่อตะวันตกถึงกับใช้คำว่า "ยักไหล่" ให้กับการทิ้งระเบิดครั้งนั้น
ระลอกถัดมา: มหาวิปโยคพลังงานโลก
จุดเปลี่ยนที่แท้จริงเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2026 เมื่อสงครามทวีความรุนแรงสู่วงกว้าง และอิหร่านใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ปิดช่องแคบฮอร์มุซในวันที่ 4 มีนาคม 2026 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล ราคาน้ำมันดิบอูราลส์ของรัสเซียปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 65% จาก 47 ดอลลาร์/บาร์เรล ในเดือนกุมภาพันธ์ สู่ 78 ดอลลาร์/บาร์เรล ในเดือนมีนาคม
สถานะของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกถึง 1 ใน 5 นั้น อยู่ในภาวะ หยุดชะงักอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้ถูกปิดตายตัวตลอดเวลา สถานการณ์ผันผวนตามกระแสสงครามและการเจรจา
ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งอยู่ในทางตันมาเนิ่นนานกว่าหนึ่งปี
ในขณะที่ภูมิภาคตะวันออกกลางลุกเป็นไฟ รัสเซียกลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
ด้านการทูต: นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะเห็นข้อตกลงรอบด้านในเร็ววัน ความเชื่อใจถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงจากการทิ้งระเบิดและการปิดล้อม และอิหร่านก็ปฏิเสธข้อเสนอจากสหรัฐฯ หลายต่อหลายครั้ง
ด้านความเสี่ยงที่จะบานปลาย: จุดเปราะบางที่สุดยังคงเป็น ช่องแคบฮอร์มุซ ตราบใดที่ช่องแคบยังคงถูกปิดหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะทางเรือโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังคงสูง นักวิเคราะห์จากศูนย์นโยบายพลังงานโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเตือนว่า หากช่องแคบถูกปิดอย่างถาวร ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงกว่า 120 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากกำลังการผลิตสำรองของโลกไม่เพียงพอ
ด้านแนวโน้มตลาดพลังงาน: มีความเห็นพ้องกันว่าตลาดน้ำมันจะยังคงผันผวนในระดับราคาที่สูง ตราบใดที่ยังมีการสู้รบแย่งชิงช่องแคบฮอร์มุซ การที่อุปทานน้ำมันจากอิหร่านหายไปจากตลาด ประกอบกับการคลายมาตรการคว่ำบาตรรัสเซีย ได้สร้างภาวะตลาดที่ตึงตัวอย่างยิ่ง การยกระดับความรุนแรงเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอที่จะสร้างความปั่นป่วนให้กับราคาพลังงานโลกได้อีก นักวิเคราะห์ฟันธงว่า ปัจจัยเดียวที่จะกดราคาน้ำมันให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญได้คือ การหยุดยิงและการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
หลังสงครามบานปลายในปี 2026 อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล [4][8]
หลังสงครามบานปลายในปี 2026 อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์/บาร์เรล [4][8] การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงักมานานกว่าหนึ่งปี หลังถูกขีปนาวุธถล่มโต๊ะเจรจา และทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน [4][5][7]
รัสเซียพลิกวิกฤตเป็นโอกาส รายได้จากการส่งออกน้ำมันในเดือนมีนาคม 2026 พุ่งเกือบเท่าตัวแตะ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ [2][5][8]