ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน วันที่ 21 พฤษภาคม เกิดเหตุเยาวชนบุกเข้าไปในศูนย์รักษาที่ดำเนินการโดยองค์กร ALIMA ในเมือง Rwampara และจุดไฟเผาทั้งศูนย์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขปฏิเสธที่จะส่งมอบศพให้ญาติไปประกอบพิธีกรรมตามประเพณี ภายในเวลาไม่กี่วัน ศูนย์รักษาในภูมิภาคนี้ถูกวางเพลิงไปแล้วถึงสองแห่ง
3. ความหวาดระแวงที่ฝังรากลึก ถูกกระพือด้วยข้อมูลเท็จ
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่หนักหนากว่าไวรัสคือ "สงครามข้อมูล" ในพื้นที่ ชาวคองโกจำนวนหนึ่งเชื่อว่า "ฝรั่งเป็นคนสร้างโรคนี้ขึ้นมา" หรือไม่ก็เชื่อว่าอีโบลาไม่มีอยู่จริง ข่าวลือเดินทางเร็วกว่าข้อมูลสุขภาพจากทางการหลายเท่า หลายครอบครัวเลือกที่จะซ่อนญาติที่ป่วย หรือปฏิเสธการฝังศพอย่างปลอดภัย โดยอ้างว่ามันผิดจารีตประเพณีและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล
ในหมู่บ้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขถูกข่มขู่ว่าจะตามกองกำลังติดอาวุธมาจัดการหากไม่ยอมออกไป สุดท้ายครอบครัวจึงจัดการฝังศพกันเอง ซึ่งอาจทำให้ผู้คนอีกนับสิบติดเชื้อ
4. การติดตามผู้สัมผัสโรคต่ำกว่าเป้าหมายอย่างน่าใจหาย
การควบคุมการระบาดที่ได้ผลต้องอาศัยการติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วยให้ได้อย่างน้อย 90% แต่ในวิกฤตครั้งนี้ อัตราการติดตามทำได้เพียงราว 45% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานอย่างมาก สาเหตุหลักมาจากการที่ชุมชนปกปิดผู้ป่วย และการต่อต้านทีมเฝ้าระวังโรคอย่างแข็งกร้าว
5. ความไม่มั่นคงทางการทหารและการสู้รบ
การสู้รบที่ดำเนินอยู่ระหว่างกลุ่มกบฏ M23 กับกองทัพคองโก รวมถึงกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ อีกมากมาย ได้จำกัดการเคลื่อนไหวของทีมแพทย์ การส่งทีมเฝ้าระวังโรค และการจัดการฝังศพอย่างปลอดภัยอย่างหนัก ขนาดทีมเก็บศพในจังหวัด Ituri ยังต้องขอคุ้มกันจากทหารและตำรวจเพื่อที่จะทำงานได้
6. ผู้นำ WHO เน้นย้ำ: ความเชื่อใจสำคัญกว่าวิทยาการทางการแพทย์
ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ย้ำแล้วย้ำอีกว่า การจะมีเครื่องมือแพทย์ที่ล้ำสมัยแค่ไหนก็อาจไม่พอที่จะหยุดการระบาดครั้งนี้ได้ ความไว้เนื้อเชื่อใจของชุมชน การมีผู้นำท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมทางสังคมต่างหากคือตัวแปรตัดสินความสำเร็จ องค์การอนามัยโลกยังเคยอธิบายลักษณะของไวรัสบันดิบูเกียวว่าเป็น "โรคที่คุณเป็นได้เมื่อคุณดูแลใครสักคน"
ตอกย้ำว่าวิถีการแพร่เชื้อนั้นเกี่ยวพันกับความผูกพันทางสังคมอย่างแยกไม่ออก
7. ตัวเลขผู้ป่วยอย่างเป็นทางการ (ณ วันที่ 2 มิถุนายน)
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) รายงานว่ามี ผู้ป่วยยืนยัน 363 ราย และเสียชีวิต 62 ราย ทั่วทั้งดีอาร์คองโก โดยการระบาดลามไปแล้วถึง 24 เขตสุขภาพ ในจังหวัด Ituri, North Kivu และ South Kivu จำนวนผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัย (Suspected cases) มีจำนวนสูงกว่านี้มาก สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างมหาศาลในการเข้าถึงและการเฝ้าระวังโรค
ขณะนี้ทางการกำลังใช้สถานีวิทยุชุมชนเพื่อต่อสู้กับข่าวลวงและเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้อง แต่มันคือการต่อสู้ที่ยากลำบากเพราะขาขาดต่อทฤษฎีสมคบคิดที่ฝังรากลึกในชุมชน ในขณะที่สหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกกำลังเร่งยกระดับมาตรการตอบโต้อย่างเต็มที่ ทว่า "ความไม่มั่นคงและข้อมูลที่ผิดพลาด" ก็ยังถูกระบุว่าเป็น "อุปสรรคสำคัญที่สุด" ที่ขวางกั้นการควบคุมโรค
Comments
0 comments