นี่คือหนึ่งในก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุด โดยการสนับสนุนจากภาครัฐ หัวเว่ยและผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของจีนอย่าง SMIC กำลังเดินหน้าเข้าสู่การผลิตชิประดับ 5 นาโนเมตร ซึ่งเป็นการยกระดับครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี 28 นาโนเมตรที่จีนเคยพึ่งพามาก่อนหน้านี้ แม้จะยังตามหลังการผลิตระดับ 3 นาโนเมตรที่ใช้เครื่องจักร EUV ล้ำสมัย แต่ก็เป็นการลดช่องว่างทางเทคโนโลยีลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
หัวเว่ยไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์เครือข่าย แต่ได้ขยายธุรกิจไปสู่โซลูชันยานยนต์อัจฉริยะ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ซึ่งส่วนนี้มีส่วนช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดอุปกรณ์โทรคมนาคมทั่วโลก
แม้จะถูกกีดกันจากตลาดสำคัญ แต่รายได้ของหัวเว่ยในปี 2024 กลับพุ่งสูงถึง 1.183 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้นถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเติบโตที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 ความสำเร็จนี้ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนมหาศาลในด้านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20.8% ของรายได้ทั้งหมด
ความพยายามของสหรัฐฯ ในการ "รัดคอ" เทคโนโลยีจีน กลับสร้างผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามในหลายด้าน
แม้ความสำเร็จของจีนจะโดดเด่น แต่ช่องว่างด้านเทคโนโลยียังไม่ได้ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์ มาตรการควบคุมการส่งออกประสบความสำเร็จในการชะลอการเข้าถึงเทคโนโลยีระดับแนวหน้าสุดของจีน เช่น SMIC ยังไม่สามารถนำเข้าเครื่องจักรผลิตชิพแบบ Extreme Ultraviolet (EUV) ที่จำเป็นสำหรับการผลิตชิปในระดับ 3 นาโนเมตรได้ สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำในด้านการผลิตเครื่องมือเซมิคอนดักเตอร์และฮาร์ดแวร์ AI สมรรถนะสูง
บทสรุปของปรากฏการณ์นี้คือ ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นจริงแต่ยังไม่สมบูรณ์: มาตรการคว่ำบาตรอาจช่วยซื้อเวลาให้สหรัฐฯ ได้ แต่ต้นทุนที่ต้องจ่ายคือ การสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีของจีนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะไม่ต้องขึ้นอยู่กับห่วงโซ่อุปทานของตะวันตกอีกต่อไป
Comments
0 comments