ครูเกอร์ไม่ได้กล่าวหาแบบลอยๆ เขาสร้างข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักด้วยหลักฐานหลายชั้น โดยเน้นย้ำว่า "เหรียญคริปโตส่วนใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นไร้ประโยชน์โดยการออกแบบ" อันเนื่องมาจากกฎระเบียบที่ล้าสมัยและการบังคับใช้แบบตอบโต้ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ที่ใช้ Howey Test มาจำกัดกรอบการระดมทุน จนทำให้โครงการต่างๆ ต้องออกโทเค็นที่ไม่มีสิทธิ์บังคับใช้ได้จริง
ครูเกอร์ชี้ว่า เหรียญส่วนใหญ่ ไม่มีกลไกสะสมมูลค่า (Value Accrual) เลย หรือมีก็น้อยมาก ทำให้นักลงทุนที่ถือระยะยาวไม่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของโปรเจกต์ มูลค่าที่ควรไหลกลับมาที่ผู้ถือโทเค็นกลับไม่เกิดขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโทเค็นในกลุ่มเพลงและวิดีโอ ที่มีอัตราล้มเหลวสูงถึงเกือบ 75%
โครงการจำนวนมากใช้การออกโทเค็นเป็น "ทางออก" หรือ "งานเลี้ยงอำลา" ของผู้ก่อตั้ง โดยขายเหรียญให้นักลงทุนรายย่อยโดยไม่มีบทลงโทษใดๆ ตามมา ไม่มีการสร้างมูลค่าที่ยั่งยืน หรือให้สิทธิ์ที่บังคับใช้ได้กับผู้ถือเหรียญ
พฤติกรรมนี้ถูกมองว่าเป็นการ "ถ่ายเทความเสี่ยง" จากผู้สร้างมาสู่นักลงทุนโดยสมบูรณ์
อีกหนึ่งหลักฐานคือ ยอดความเสียหายจากการแฮ็กในโลก Decentralized Finance (DeFi) ที่เร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 เป็นต้นมา
สิ่งนี้บั่นทอนความไว้วางใจในระบบนิเวศทั้งหมด และเป็นการทำลายเงินทุนของนักลงทุนครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่ยากจะกู้คืน
ครูเกอร์ยกให้ กระแส Memecoin เป็นตัวการสำคัญที่ทำลายเงินทุนของนักลงทุนรายย่อย โดยเรียกมันว่าเป็น "วงจรพิฆาตเงินทุน"
แม้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงปลายปี 2024 ตัวเขาเองเคยทำนายถึง "ระยะของ Memecoin Supercycle" ที่จะวิ่งตามบิทคอยน์และอัลท์คอยน์มาก็ตาม
แต่วงจรนี้กลับลงเอยด้วยการทิ้งให้นักลงทุนที่เข้าไปทีหลังถือเหรียญที่มูลค่าแทบเป็นศูนย์
ข้อมูลเพิ่มเติม: การใช้ Howey Test ในการควบคุมคริปโตทำให้มีอัลท์คอยน์มากถึง 13.4 ล้านเหรียญ ต้องสิ้นสุดลงภายใต้กฎระเบียบของ SEC โดยโครงสร้างที่ถูกบังคับให้เป็นแบบ "ไร้ประโยชน์โดยการออกแบบ" กลายเป็นความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ
แม้คำวินิจฉัยโดยรวมจะรุนแรง แต่ครูเกอร์ก็ยัง "ขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจนระหว่างคริปโตที่ล้มเหลว กับแอปพลิเคชันบล็อกเชนบางประเภทที่กำลังเติบโตและมีมูลค่า" เขายกเว้นสี่หมวดหมู่ที่คิดว่ายังมีอนาคตและควรค่าแก่การถือครอง ("worth owning")
:
การประกาศของครูเกอร์ในเดือนมิถุนายน 2026 ไม่ได้เกิดขึ้นกลางอากาศ แต่มันตั้งอยู่บนข้อมูลและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายเดือน
แรงกดดันจากราคาที่ตกลงอย่างหนักทำให้ Strategy (บริษัทที่รีแบรนด์มาจาก MicroStrategy ของ Michael Saylor) ต้องถูกบังคับให้ขาย BTC ออกมา ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงเทขายมหาศาลในตลาด นี่คือหนึ่งใน "ตัวเร่ง" ที่ครูเกอร์ระบุไว้ในรายงาน "15 เหตุผล" ของเขา
ครูเกอร์เคยเชื่ออย่างหนักแน่นว่า "บิทคอยน์จะทำผลงานได้ดีกว่าทองคำและก้าวขึ้นมาเป็นสินทรัพย์รักษามูลค่าที่เหนือกว่า" (Bitcoin has to surpass gold, it's a better asset all around)
ในเดือนกรกฎาคม 2025 มันเกือบจะเป็นจริง เมื่อ BTC มีกำไรตั้งแต่ต้นปี (YTD) ราว 29% เทียบกับทองคำที่ 27%
แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผันเมื่อเข้าสู่ เดือนพฤศจิกายน 2025 ทองคำทำกำไร YTD พุ่งไปถึง 55% ในขณะที่ BTC กลับให้ผลตอบแทนติดลบและราคาร่วงลงไปต่ำกว่า $93,000 การที่ "ทองคำ" ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดั้งเดิม เอาชนะ "บิทคอยน์" ที่ถูกขนานนามว่าเป็น "ทองคำดิจิทัล" อย่างขาดลอยนั้น ได้ตอกย้ำน้ำหนักของข้อโต้แย้ง "สินทรัพย์ที่ล้มเหลว" ของเขาเอง
ก่อนหน้านี้ ครูเกอร์เคยมีชื่อเสียงมาจากการทำนายผลกระทบของตลาดต่อเนื่องหลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าใน "Liberation Day" เมื่อเห็นเหตุการณ์ตรงตามคาด
มุมมองเชิงลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงนี้ถูกส่งต่อมายังคำประกาศในเดือนมิถุนายน 2026 ซึ่งสะท้อนภาพความพ่ายแพ้ในมุมมองของนักลงทุนมหภาคที่เคยมองโลกคริปโตในแง่ดี
หัวใจของข้อโต้แย้งของอเล็กซ์ ครูเกอร์คือการแยกแยะระหว่าง "คริปโต" ในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งเขามองว่าล้มเหลว กับ "บล็อกเชน" ในฐานะเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง ซึ่งเขามองว่ายังคงมีชีวิตรอด ในมุมมองของเขา เหรียญเก็งกำไรนับล้านได้ทำลายความมั่งคั่งและความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยจนเกินเยียวยา ยกเว้นเพียงแอปพลิเคชันที่จับต้องได้จริงไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่จะอยู่รอดจากการล้างบางครั้งนี้ได้
คำประกาศของเขาจึงไม่ใช่แค่คำวิจารณ์ แต่มันคือ "บันทึกชันสูตร" ที่ส่งสัญญาณถึงการสิ้นสุดยุคสมัยหนึ่งของโลกสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ที่ยังคงอยู่ในตลาดหันมาให้ความสำคัญกับกรณีการใช้งานจริงและเทคโนโลยีที่จับต้องได้ มากกว่าความฝันลม ๆ แล้ง ๆ จากโทเค็นที่ไร้ประโยชน์
Comments
0 comments