เมื่อใช้เครื่องมือทั้งสองร่วมกัน จะทำให้เห็นภาพเชิงลึกที่มีข้อมูลสนับสนุนว่าควรนำ AI ไปใช้ตรงไหน และองค์กรมีความพร้อมที่จะซึมซับการเปลี่ยนแปลงนั้นมากน้อยแค่ไหน
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดคือผลวิเคราะห์ของ WTW ที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบของ AI ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละกลุ่มอาชีพ :
| หมวดหมู่งาน | สัดส่วนของงานที่ AI อาจส่งผลกระทบ |
|---|---|
| งานอุตสาหกรรมและหน้างาน (Industrial & Frontline) | สูงถึง 75% |
| งานธุรการ (Administrative) | 60–70% |
| งานวิชาชีพ (Professional) | 20–35% |
จากตารางนี้เราจะเห็นว่า ผลกระทบของ AI ไม่ได้กระจายตัวสม่ำเสมอ แต่จะพุ่งเป้าไปที่งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เป็นกิจวัตร (Routine-heavy work) มากที่สุด ในขณะที่บทบาทที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และการตัดสินใจขั้นสูงจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
ผลวิเคราะห์ของ WTW ไม่ใช่ข้อมูลที่เกิดขึ้นเดี่ยว ๆ หากแต่มันสอดคล้องกับแนวโน้มใหญ่ระดับโลก:
รายงาน Future of Jobs 2025 โดย WEF: รายงานจากสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากนายจ้างกว่า 1,000 ราย ที่เป็นตัวแทนของแรงงาน 14 ล้านคนใน 55 ประเทศทั่วโลก ระบุว่า 22% ของตำแหน่งงานทั่วโลกจะถูกเปลี่ยนแปลง (Disrupted) ภายในปี 2030 โดยจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น 170 ล้านตำแหน่ง และตำแหน่งงานเดิมหายไป 92 ล้านตำแหน่ง และที่สำคัญคือ เกือบ 40% ของทักษะหลักของแรงงานจะเปลี่ยนไป ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งรายงานระบุว่าเทคโนโลยี AI และการประมวลผลข้อมูลเป็นหนึ่งในกระแสหลักที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โดย 86% ของนายจ้างที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าธุรกิจของตนจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเทคโนโลยีเหล่านี้
การปรับเปลี่ยนคือเรื่องของ “คน” มากกว่า “เทคโนโลยี”: ทั้ง WTW และ WEF ต่างให้ภาพที่ชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องของ "คน" เป็นหลัก ไม่ใช่แค่การติดตั้งเทคโนโลยี WTW จึงจับคู่เครื่องมือวิเคราะห์ศักยภาพ AI กับ ChangeVue ที่วัดความพร้อมของคน ในขณะที่ WEF ก็เน้นย้ำเรื่องการหยุดชะงักของทักษะ (Skill Disruption) ความจำเป็นในการพัฒนาทักษะด้าน AI, ข้อมูล, ดิจิทัล และการเตรียมตัวเพื่อบทบาทใหม่ ๆ
เมื่อนำข้อมูลเชิงลึกระดับอาชีพของ WTW มาประกอบกับมุมมองระดับมหภาคของ WEF เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้ :
Comments
0 comments