นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Haas แสดงความกังวลต่อมาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ในงาน Founders Forum Global ที่อ็อกซ์ฟอร์ด เขาเคยกล่าวเตือนไว้อย่างน่าสนใจว่า "ถ้าคุณจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี และบังคับให้ระบบนิเวศอื่นๆ ต้องเติบโตขึ้นมาเอง มันไม่ดีเลย... มันทำให้เค้กเล็กลง ถ้าจะว่าไป และบอกตามตรง มันไม่ค่อยดีสำหรับผู้บริโภคเลย" [44, 45, 46]
คำพูดนี้สะท้อนแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ: หากจีนถูกกีดกันจนไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีจากตะวันตกได้ จีนจะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อสร้างระบบนิเวศชิปของตนเองขึ้นมา ซึ่งนั่นหมายความว่าในระยะยาว สหรัฐฯ และพันธมิตรจะไม่ได้แค่เสียลูกค้า แต่จะได้ 'คู่แข่ง' รายใหม่ที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตัวเองได้อย่างสมบูรณ์กลับมาแทนที่ ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทอเมริกันทั่วโลก 'เล็กลง' ตามไปด้วย
สงครามชิปไม่ได้มีแค่การพูดคุยในเชิงเทคนิค แต่เต็มไปด้วยความผันผวนทางการเมืองที่สร้างความปวดหัวให้กับภาคธุรกิจ
1. จากแบนเป็นคลาย: ในเดือนธันวาคม 2025 ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศอนุมัติให้ Nvidia สามารถขอใบอนุญาตส่งออกชิป H200 ไปยังจีนได้ สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับกลุ่มสายเหยี่ยวในสภาคองเกรส ต่อมาในเดือนเมษายน 2026 กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (Bureau of Industry and Security - BIS) ได้ออกกฎทบทวนคำขอใบอนุญาตส่งออกสำหรับชิป Nvidia H200, AMD MI325X และชิปอื่นๆ ที่เทียบเท่ากันเป็นรายกรณีไป (Case-by-case) หากเข้าเงื่อนไขความมั่นคงที่กำหนด
2. จากคลายเป็นรัด: แต่แล้วในช่วงสุดสัปดาห์ของวันที่ 31 พฤษภาคม 2026 BIS ก็สร้างความประหลาดใจด้วยการออกแนวทางใหม่ เพื่อ 'ปิดช่องโหว่' ที่บริษัทจีนใช้ตั้งบริษัทลูกในต่างประเทศ (โดยเฉพาะในมาเลเซียและสิงคโปร์) เพื่อเป็นทางผ่านในการสั่งซื้อชิประดับสูงอย่าง Nvidia Blackwell และ AMD MI350x โดยไม่ต้องขอใบอนุญาต [9, 11, 13]
กฎใหม่นี้ระบุว่า บริษัทใดก็ตามที่มีบริษัทแม่หรือสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจีน จะต้องขอใบอนุญาตส่งออก แม้ว่าบริษัทลูกที่รับมอบชิปนั้นจะตั้งอยู่นอกประเทศจีนก็ตาม [14, 15] นี่เป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการตีกรอบการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีนให้แน่นหนายิ่งขึ้น
ในงาน Computex เดียวกันนี้เอง Haas ได้ประกาศรายชื่อลูกค้ารายสำคัญของชิป AGI (Artificial General Intelligence) CPU ซึ่งเป็นชิปประมวลผลสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ที่ Arm ออกแบบและผลิตเอง นั่นคือ ByteDance (บริษัทแม่ของ TikTok จากจีน) และ Oracle (ยักษ์ใหญ่คลาวด์จากสหรัฐฯ) [7, 8, 20]
ประเด็นนี้ยิ่งทำให้ภาพของสงครามเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้นไปอีก เพราะมันแสดงให้เห็นว่า:
คำเตือนของ René Haas สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดขั้นพื้นฐานในสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน:
ในท้ายที่สุด คำพูดของ Haas ที่ว่า "ถ้าคุณบังคับให้ระบบนิเวศอื่นเติบโตขึ้นมาเอง มันไม่ดีเลย" [44, 45] อาจเป็นคำทำนายที่น่าจับตามองที่สุดสำหรับอนาคตของสมรภูมิเซมิคอนดักเตอร์โลก.
Comments
0 comments