คณะกรรมาธิการยุโรปดีเบตครั้งใหญ่เมื่อ 29 พ.ค. 2569 ระบุความสัมพันธ์การค้ากับจีน "ไม่ยั่งยืน" และเตรียมใช้มาตรการภาษีนำเข้าและโควตาเป็นวงกว้าง ข้ามพ้นการสู้รบแบบรายสินค้า [9][16] ร่างกฎหมายใหม่สุดเข้มข้น กำหนดให้บริษัทใน EU จัดหาชิ้นส่วนสำคัญจากซัพพลายเออร์อย่างน้อย 3 ราย และเพดานการสั่งซื้อจากรายเดียวต้องไม่เกิน 30...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key developments in the escalating EU-China trade tensions, including China's vow to "resolutely" retaliate if the EU imposes n. Article summary: Here is a source-constrained breakdown of the key developments in the escalating EU-China trade tensions reflected in the available materials as of early June 2026. [1][7][8]. Topic tags: general, government, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Brussels and EU capitals are discussing how to counter a surge in Chinese imports. China on Saturday warned the EU against imposing new trade restrictions, as Brussels prepares a b" source context "Beijing threatens retaliation over EU moves to curb China imports" Reference image 2: visual subject "China Warns EU Trade Curbs Will Hurt Consumers Amid Rising Tensi
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและจีนก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ประกาศว่าความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับปักกิ่งนั้น "ไม่ยั่งยืน" (Not sustainable) และให้คำมั่นว่าจะตอบโต้การนำเข้าสินค้าจีนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างแข็งกร้าวยิ่งขึ้น จุดยืนดังกล่าวได้ข้อสรุประหว่างการดีเบตของคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม นับเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของ EU ต่อจีนที่แข็งกร้าวที่สุดในรอบหลายปี พร้อมกันนี้ก็มีเสียงเตือนเรื่องการตอบโต้จากปักกิ่งดังขึ้นในทันที
เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569 เหล่ากรรมาธิการของ EU ได้จัดการหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนกลไกปกป้องทางการค้าครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับจีน ซึ่งส่งสัญญาณว่ากลุ่มประเทศพร้อมที่จะก้าวข้ามมาตรการจัดการสินค้าเฉพาะกลุ่ม และมุ่งสู่การใช้เครื่องมือปกป้องในระดับทั้งภาคอุตสาหกรรม คณะกรรมาธิการยืนยันว่าจะมีการเตรียมข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ในวันที่ 18-19 มิถุนายน
สเตฟาน เซฌูร์เน (Stéphane Séjourné) กรรมาธิการด้านอุตสาหกรรม ระบุว่าภัยคุกคามจากการแข่งขันของจีนนั้นอยู่ในระดับ "เป็นภัยต่อการดำรงอยู่" (Existential) และส่งสัญญาณว่าเครื่องมือปกป้องทางการค้าที่มีอยู่เดิม—ไม่ว่าจะเป็นโควตานำเข้า ภาษี และมาตรการปกป้อง (Safeguard measures)—จะถูกนำมาใช้ในวงกว้างกับหลายภาคส่วน แทนที่จะใช้เป็นกรณีๆ ไป โดยภาคส่วนที่กำลังถูกพิจารณา ได้แก่ สินค้าเคมี โลหะ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
“อย่าพึ่งพาการจัดหาสินค้าจากประเทศเดียวเป็น 100%” เซฌูร์เนกล่าวกับภาคธุรกิจ EU หลังการประชุมกับรัฐมนตรีการค้าทั้ง 27 ชาติเมื่อวันที่ 22 พ.ค. พร้อมเสริมว่าความสามารถของบริษัทในการจัดหาจากต่างประเทศนั้น "ต้องขึ้นอยู่กับประเทศประเภทอื่นๆ รวมถึงการผลิตในยุโรปด้วย"
หนึ่งในข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่สุดที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือกฎระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิธีการที่บริษัทยุโรปจัดหาชิ้นส่วนสำคัญอย่างถึงรากถึงโคน โดยร่างกฎหมายเบื้องต้นระบุว่า:
กฎระเบียบเหล่านี้ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากจีน และยกระดับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของ EU โดยข้อเสนอดังกล่าวคาดว่าจะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยจีนในวันที่ 29 พ.ค. และอาจได้รับการรับรองจากผู้นำ EU ในการประชุมสุดยอดเดือนมิถุนายน
ไม่กี่วันก่อนการดีเบตของคณะกรรมาธิการ กลุ่มประเทศสมาชิก EU 5 ชาติได้ยื่นเอกสารร่วมเรียกร้องให้มีเครื่องมือปกป้องทางการค้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลุ่มดังกล่าวประกอบด้วย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เนเธอร์แลนด์ และลิทัวเนีย โดยเรียกร้องให้บรัสเซลส์ตอบโต้อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงระบบและเชิงโครงสร้างของภาคอุตสาหกรรม" (Systemic and structural industrial overcapacity) ซึ่งเป็นถ้อยคำทางการทูตที่เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่าหมายถึงจีน
ชาติทั้งห้ายังคงมุ่งมั่นต่อตลาดเปิดและกฎของ WTO แต่ให้เหตุผลว่าเครื่องมือที่มีอยู่นั้นเชื่องช้าและแคบเกินกว่าที่จะรับมือกับสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นกำลังการผลิตส่วนเกินที่รัฐบาลอุดหนุนและทะลักเข้าสู่ตลาดยุโรป
ในจุดหักมุมที่น่าตื่นตะลึง สเปนกลับจุดยืนของตนเองภายในไม่กี่วันหลังจากลงนามในเอกสารแนวร่วมดังกล่าว เมื่อวันที่ 29 พ.ค. การ์โลส กูเอร์โป (Carlos Cuerpo) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการค้าของสเปน ระบุว่ามาดริดไม่ได้ให้การสนับสนุนทางการเมืองต่อข้อริเริ่มที่ฝรั่งเศสหนุนหลัง นับเป็นการกลับลำอย่างกะทันหันจากท่าทีเมื่อเพียงไม่กี่วันก่อนหน้านี้
การถอนตัวของสเปนเผยให้เห็นถึงรอยร้าวภายใน EU ต่อแนวทางจัดการกับจีน เปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) นายกรัฐมนตรีสเปน ได้เดินทางเยือนปักกิ่งเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 4 ปีเมื่อเดือนเมษายน 2026 และยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีขึ้นเป็น "การหารือเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Dialogue) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่จีนกำหนดไว้สำหรับประเทศหุ้นส่วนใกล้ชิด สเปนมีท่าทีที่เผชิญหน้ากับจีนน้อยกว่าชาติเศรษฐกิจขนาดใหญ่ใน EU อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นสะพานเชื่อมมากกว่าปราการ
รูปแบบดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์พากันอธิบายท่าทีของมาดริดว่าเป็น "ไม้กันความเสี่ยงแบบยุโรปนิยม" (Europeanist Hedge) กล่าวคือยอมรับการวินิจฉัยปัญหาของ EU และภาษาแห่งการ "ลดความเสี่ยง" (De-risking) แต่ให้น้ำหนักกับการเจรจาหาทางออกและการมีส่วนร่วมที่บริหารความเสี่ยงได้ มากกว่าการแข็งกร้าวแบบลำพังฝ่ายเดียว
ปักกิ่งตอบสนองต่อวาทกรรมที่ยกระดับของ EU ด้วยคำข่มขู่ตอบโต้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อวันที่ 21 พ.ค. เหอ ย่าตง (He Yadong) โฆษกกระทรวงพาณิชย์จีน เตือนว่าจีนจะใช้ "มาตรการตอบโต้อย่างเด็ดขาด" หาก EU นำเครื่องมือทางการค้าใหม่ที่พุ่งเป้าไปยังบริษัทหรือสินค้าจีนมาใช้
"หากเราตีตราการเกินดุลการค้าว่าเป็น 'กำลังการผลิตส่วนเกิน' แล้ว EU มีกำลังการผลิตส่วนเกินในรถยนต์ ยา ไวน์ และเครื่องสำอางหรือไม่?" เหอ ย่าตงถามอย่างตรงไปตรงมาระหว่างการแถลงข่าวตามปกติ
จีนย้ำคำเตือนอีกครั้งในวันที่ 30 พ.ค. ภายหลังการดีเบตภายในของคณะกรรมาธิการ โดยกระทรวงพาณิชย์จีนแถลงว่า: "หาก EU ยืนกรานที่จะนำเครื่องมือทางการค้าใหม่มาใช้แต่เพียงฝ่ายเดียว และบังคับใช้ข้อจำกัดที่เลือกปฏิบัติ จีนจะตอบโต้อย่างเด็ดขาด และใช้มาตรการที่มีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง" กระทรวงยังระบุเสริมว่าช่องทางการสื่อสารระหว่างจีนและ EU ยังคงเปิดกว้าง ซึ่งส่งสัญญาณถึงช่องทางการทูตคู่ขนานที่ดำเนินไปพร้อมกับการข่มขู่
กระทรวงการต่างประเทศของจีนแยกกันเรียกร้องให้ EU "ให้เกียรติต่อพันธกรณีการค้าเสรี" โดยให้เหตุผลว่าไม่ว่าจะใช้ชื่อเรียกว่าอะไร—"การลดความเสี่ยง" "การลดการพึ่งพา" หรือ "ความไม่สมดุลทางการค้า"—นโยบายเหล่านี้ก็เท่ากับลัทธิกีดกันทางการค้า ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลร้ายต่อผู้บริโภคยุโรป และทำให้ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมอ่อนแอลง
การยกระดับมาตรการปกป้องทางการค้าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว โครงการงานปี 2026 ของคณะกรรมาธิการยุโรปประกาศว่าจะนำเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Public procurement act) ในไตรมาสที่สองของปี 2026 เพื่อทบทวนกฎระเบียบปัจจุบัน นอกจากนี้ ร่างรายงานของรัฐสภายุโรปยังได้เรียกร้องให้มีการดำเนินการที่แข็งกร้าวขึ้นกับหน่วยงานนอก EU ที่ใช้ประโยชน์จากเงินอุดหนุนของรัฐเพื่อความได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งรวมถึงการประเมินต้นทุนโดยอิสระภาคบังคับสำหรับการเสนอราคาที่ต่ำผิดปกติ
EU ได้ใช้เครื่องมือต่อต้านการอุดหนุน (Anti-subsidy) กับจีนไปแล้ว: ในปี 2024 คณะกรรมาธิการได้บังคับใช้ภาษีตอบโต้การอุดหนุนชั่วคราวกับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จากจีน ภายหลังการไต่สวน
ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมที่ถูกหารือเมื่อวันที่ 29 พ.ค. คาดว่าจะถูกสรุปให้แล้วเสร็จก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ EU ในวันที่ 18-19 มิถุนายน ซึ่งบรรดาผู้นำประเทศจะชั่งน้ำหนักมาตรการทั้งหมด ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง ได้กำหนดให้การประชุมสุดยอดเดือนมิถุนายนเป็นเส้นตายสำหรับการตกลงแพ็คเกจฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเตือนว่าหากไม่มี "โอกาสที่เป็นรูปธรรมและความคืบหน้าที่จับต้องได้" ฝรั่งเศสจะดำเนินการ "ยกระดับความร่วมมือ" กับกลุ่มประเทศที่เต็มใจในวงที่เล็กลง
ฟรีดริช แมร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่าเบอร์ลินและปารีสมีจุดยืนที่สอดคล้องกันในกลยุทธ์การค้าต่อจีน—สนับสนุนมาตรการต่อต้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ขณะที่ "ปฏิเสธลัทธิกีดกันทางการค้าอย่างสิ้นเชิง" ถ้อยแถลงที่ระมัดระวังนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดหลักที่ EU กำลังเผชิญ: จะปกป้องอุตสาหกรรมยุโรปจากกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนได้อย่างไร โดยไม่จุดชนวนสงครามการค้าเต็มรูปแบบที่ไม่มีใครรับผลกระทบไหว
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
คณะกรรมาธิการยุโรปดีเบตครั้งใหญ่เมื่อ 29 พ.ค. 2569 ระบุความสัมพันธ์การค้ากับจีน "ไม่ยั่งยืน" และเตรียมใช้มาตรการภาษีนำเข้าและโควตาเป็นวงกว้าง ข้ามพ้นการสู้รบแบบรายสินค้า [9][16]
คณะกรรมาธิการยุโรปดีเบตครั้งใหญ่เมื่อ 29 พ.ค. 2569 ระบุความสัมพันธ์การค้ากับจีน "ไม่ยั่งยืน" และเตรียมใช้มาตรการภาษีนำเข้าและโควตาเป็นวงกว้าง ข้ามพ้นการสู้รบแบบรายสินค้า [9][16] ร่างกฎหมายใหม่สุดเข้มข้น กำหนดให้บริษัทใน EU จัดหาชิ้นส่วนสำคัญจากซัพพลายเออร์อย่างน้อย 3 ราย และเพดานการสั่งซื้อจากรายเดียวต้องไม่เกิน 30 40% มุ่งลดการพึ่งพาจีน [6][13]
สเปนกลับลำสร้างความช็อก โดยถอนตัวจากการสนับสนุนแนวร่วมแข็งกร้าวที่นำโดยฝรั่งเศสในวันที่ 29 พ.ค.