เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ขยายขอบเขตมาตรการคว่ำบาตรที่มีต่อฮามาสและญิฮาดอิสลามปาเลสไตน์ (PIJ) ให้ครอบคลุมถึงสมาชิกของ สำนักงานการเมือง (โปลิตบูโร) ของฮามาส อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรก มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้ผู้ที่ 'ส่งเสริม ปกป้อง และให้เหตุผลสนับสนุนการกระทำรุนแรง' กลุ่มบุคคลเหล่านี้ถูกห้ามเดินทางเข้าประเทศสมาชิก EU และถูกอายัดทรัพย์สินทั้งหมดที่อยู่ใน EU รวมถึงห้ามไม่ให้มีการจัดหาเงินทุนหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
รายชื่อของแกนนำระดับสูง 10 คนที่ถูกคว่ำบาตรในครั้งนี้ประกอบด้วยบุคคลสำคัญที่เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ได้แก่:
นอกจากนี้ยังมีรายชื่ออื่นๆ เช่น นิซาร์ มูฮัมหมัด อาวาดัลเลาะห์, โมฮัมหมัด นาซซาล, มูฮัมหมัด อิสมาอิล ดาร์วิช, ซาเฮอร์ จาบาริน และ อาบู คาลิล อัล-กุดส์ EU ให้เหตุผลในเอกสารทางกฎหมายว่า สมาชิกโปลิตบูโรในฐานะผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูง 'ล้วนมีความรู้เกี่ยวกับการวางแผน การตระเตรียม และการดำเนินการที่รุนแรงของฮามาส' และยังคงส่งเสริมและให้เหตุผลสนับสนุนปฏิบัติการเหล่านั้นอย่างแข็งขัน
ในอีกด้านหนึ่ง คณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปได้ใช้ 'ระบอบการคว่ำบาตรด้านสิทธิมนุษยชนโลก' (EU Global Human Rights Sanctions Regime) ในการออกมาตรการจำกัดต่อ 4 องค์กร และ 3 บุคคล ที่เชื่อมโยงกับการสนับสนุนกิจกรรมของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลหัวรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง จากสิ่งที่ EU เรียกว่า 'การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและเป็นระบบต่อชาวปาเลสไตน์'
กลุ่มและบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วย:
แรงผลักดันสำคัญที่ทำให้เกิดมาตรการนี้คือสถิติความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2026 มีชาวปาเลสไตน์ถูกผู้ตั้งถิ่นฐานสังหารในเขตเวสต์แบงก์ไปแล้วถึง 11 คน เพิ่มขึ้นจาก 9 คนในปี 2025
ไม่กี่วันหลังจากประกาศมาตรการ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 ฮามาสได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการประณามการตัดสินใจของ EU อย่างรุนแรง โดยเรียกมันว่า 'ไม่ยุติธรรมและสอดคล้องกับเรื่องเล่าของอิสราเอลโดยสิ้นเชิง' กลุ่มได้กล่าวหา EU ว่าใช้ 'นโยบายสองมาตรฐาน' และ 'ลำเอียงสิ้นเชิง' เนื่องจากการลงโทษผู้นำทางการเมืองของปาเลสไตน์ ในขณะที่ 'เมินเฉย' ต่อสิ่งที่ฮามาสเรียกว่า 'การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์' ของอิสราเอลในฉนวนกาซา และการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ
ใจความสำคัญในแถลงการณ์ของฮามาสเน้นย้ำว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตด้านมนุษยธรรมครั้งร้ายแรง และเป็นความพยายามที่จะ 'ทำให้การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์กลายเป็นอาชญากรรม' ในขณะที่ผู้นำของอิสราเอลไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ฝ่ายอิสราเอลเองก็ไม่พอใจอย่างยิ่ง โดยสำนักนายกรัฐมนตรีของ เบนจามิน เนทันยาฮู (Benjamin Netanyahu) ได้ออกแถลงการณ์โจมตี EU ว่ากำลัง 'สร้างความเท่าเทียมจอมปลอมระหว่างพลเมืองอิสราเอลกับผู้ก่อการร้ายฮามาส' และกล่าวหาว่า EU ได้ 'เปิดโปงความล้มละลายทางศีลธรรมของตัวเอง'
กิเดโอน ซาอาร์ (Gideon Sa'ar) รัฐมนตรีต่างประเทศอิสราเอลในขณะนั้น ก็ได้ประณามเช่นกัน โดยระบุว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวเป็น 'ความเท่าเทียมทางศีลธรรมที่บิดเบี้ยวสิ้นเชิง' และยืนยันว่า EU เลือกที่จะคว่ำบาตรพลเมืองอิสราเอลด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยปราศจากมูลความจริง
รายงานระบุว่ากลไกของ EU ได้มีการถกเถียงกันอย่างหนักถึงมาตรการที่หนักหน่วงกว่า แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถบรรลุฉันทามติได้ ข้อเสนอที่ถูกนำขึ้นมาหารือแต่ถูกปัดตก ได้แก่:
ข้อเสนอเหล่านี้ได้รับการผลักดันอย่างแข็งขันจากกลุ่มประเทศสมาชิก เช่น ไอร์แลนด์, สเปน และเบลเยียม แต่ถูกคัดค้านโดยประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่าง เยอรมนี และอิตาลี เนื่องจากการตัดสินใจใดๆ ในระดับ EU โดยเฉพาะการระงับข้อตกลงระหว่างประเทศ ต้องใช้มติเอกฉันท์ (Unanimity) การคัดค้านของประเทศเหล่านี้จึงทำให้มาตรการที่ทรงพลังกว่าต้องตกไป
สุดท้าย EU จึงเลือกทางสายกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ คือการคว่ำบาตรแบบเจาะจงตัวบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความรุนแรงโดยตรง
Comments
0 comments