สิ่งที่ทำให้การระบาดครั้งนี้แตกต่างและน่ากังวลกว่าครั้งก่อนๆ คือเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ: ไวรัส Bundibugyo (Bundibugyo virus) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 2007 รอบๆ เขต Bundibugyo ในยูกันดา ไวรัสชนิดนี้เป็นคนละสายพันธุ์กับ 'ซาอีร์' (Zaire) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่พบบ่อยและมีวัคซีนที่ได้รับการรับรองแล้วหลายตัว ไวรัส Bundibugyo ยังไม่มีวัคซีนหรือยาต้านไวรัสจำเพาะที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษา
การรักษาจึงเป็นเพียงการประคับประคองตามอาการ (supportive care) แยกกักผู้ป่วย และใช้มาตรการควบคุมโรคในชุมชนเป็นหลัก
ตามข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อไวรัสนี้ในอดีตอยู่ที่ประมาณ 30% แต่สำหรับการระบาดครั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อมูลว่า อัตราการเสียชีวิตเบื้องต้นเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันได้ (crude case fatality rate) อยู่ที่ประมาณ 9% เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 9% นี้แทบจะต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ป่วยสงสัยอีกกว่า 900 รายยังไม่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการ ขณะที่หลายครอบครัวเลือกที่จะจัดการศพเองโดยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไวรัสกำลัง 'ระบาดเร็วกว่าความสามารถในการรับมือ' ดร. ทีโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ได้เดินทางไปยังเมืองบูเนีย ศูนย์กลางการระบาดด้วยตนเองในวันที่ 30 พฤษภาคม เพื่อเยี่ยมศูนย์รักษาพยาบาล พบปะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่น และพูดคุยกับครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ
ในการแถลงข่าวที่บูเนีย ดร. ทีโดรส ได้กล่าวถึงความจริงอันโหดร้ายตรงหน้าว่า แม้จะมีอุปกรณ์การแพทย์ที่ดีขึ้นและความช่วยเหลือใหม่ๆ หลั่งไหลเข้ามา แต่ไวรัสก็ยังคง 'แพร่กระจายเร็วกว่าการรับมือ' เขายังได้ยื่นคำร้องขอโดยตรงต่อกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคให้ 'ประกาศหยุดยิง' เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถเข้าถึงผู้ป่วยและตัดวงจรการแพร่ระบาด
พร้อมกันนี้ เขายังขอให้ประเทศต่างๆ ทบทวนมาตรการห้ามเดินทางและปิดพรมแดน โดยให้เหตุผลว่ามาตรการเหล่านี้เป็นการ "บั่นทอนความโปร่งใส" เพราะทำให้ประเทศต่างๆ ไม่กล้าที่จะรายงานสถานการณ์ตามจริง "เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อบอกให้ทุกคนต้องทำอะไร เรามาที่นี่เพื่อรับฟัง" ดร.ทีโดรสกล่าวย้ำ โดยเชื่อว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Community Trust) คือหัวใจสำคัญ ไม่ใช่แค่เพียงการแทรกแซงทางการแพทย์เท่านั้น
อุปสรรคสำคัญที่ใหญ่กว่าตัวไวรัสคือบริบทของพื้นที่ คองโกตะวันออกเป็นถิ่นฐานของกลุ่มติดอาวุธหลายสิบกลุ่มที่สู้รบกันมานานหลายทศวรรษ การโจมตีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสถานพยาบาลมีรายงานให้เห็นอยู่เนืองๆ ความไม่มั่นคงนี้ทำให้ภารกิจพื้นฐาน เช่น การสอบสวนโรค ติดตามผู้สัมผัสเชื้อ หรือแม้แต่งานฌาปนกิจศพอย่างปลอดภัย (safe burials) แทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเดินทางเข้าพื้นที่เสี่ยงได้อย่างปลอดภัย
ลึกลงไปกว่านั้นคือปัญหาความไม่ไว้ใจเรื้อรังที่ประชาชนในพื้นที่มีต่อ 'คนนอก' ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลกลางหรือทีมแพทย์จากต่างชาติ ประสบการณ์ในอดีตจากวิกฤตอีโบลาครั้งก่อนๆ ทำให้หลายคนหวาดระแวง เลือกที่จะหลบซ่อนผู้ป่วย ต่อต้านการแยกกัก หรือทำพิธีศพตามประเพณีที่เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ ดร. ทีโดรส ยอมรับว่า หากปราศจากความร่วมมือจากชุมชนแล้ว มาตรการควบคุมโรคใดๆ ก็ไร้ความหมาย
จากปัจจัยเสี่ยงที่ซ้อนทับกัน ทั้งจำนวนผู้ป่วยที่พุ่งสูง การแพร่ข้ามพรมแดน ตัวเลขจริงที่ไม่แน่นอน รวมถึงข้อจำกัดในการรับมือ องค์การอนามัยโลกภายใต้การนำของ ดร.ทีโดรส ได้ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็น 'ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ' (Public Health Emergency of International Concern - PHEIC) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม การประกาศนี้เป็นสัญญาณสูงสุดเพื่อเร่งระดมความช่วยเหลือและประสานงานระหว่างประเทศ แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่ถูกยกระดับให้เป็น 'ภาวะฉุกเฉินระดับโรคระบาดใหญ่' (Pandemic Emergency)
การระบาดของอีโบลาครั้งนี้ไม่ใช่แค่วิกฤตของเชื้อโรค แต่เป็นวิกฤตของ 'มนุษย์' และ 'ความมั่นคง' ผสมรวมกันเป็นวงจรอันตราย เชื้อไวรัสสายพันธุ์หายากที่ไร้วัคซีน แพร่กระจายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและขาดความไว้วางใจ ในวันที่ตัวเลขผู้ป่วยอาจพุ่งสูงเกินการคาดการณ์ไปแล้วหลายเท่า หากการหยุดยิงของกลุ่มติดอาวุธเพื่อเปิดทางมนุษยธรรมไม่เกิดขึ้น และประชาชนยังคงไม่ไว้วางใจผู้ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ วิกฤตครั้งนี้อาจลุกลามบานปลายกลายเป็นหายนะทางสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่ยากเกินจะควบคุมได้อีกครั้ง ดังที่ ดร.ทีโดรสกล่าวทิ้งท้ายว่า "วิธีที่ดีที่สุดคือการมอบการสนับสนุนทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อสู้กับโรคที่ศูนย์กลางของมัน และมอบความช่วยเหลือทุกอย่างที่จำเป็นต่อไป"
Comments
0 comments