ผลอัปเดต NEOPRISM CRC: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ dMMR กลับมาเป็นศูนย์หลังเกือบ 3 ปี ด้วยการให้ Pembrolizumab แค่ 9 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด สั่นคลอนความจำเป็นของคีโมหลังผ่าตัด NRG GY018 ระยะ 3: การเพิ่ม Pembrolizumab เข้ากับคีโม ลดความเสี่ยงโรคลุกลามหรือเสียชีวิต 70% ในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก dMMR ระยะลุกลาม และมีแนวโน้มอัตรารอดชี...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What are the key findings from the updated NEOPRISM-CRC trial for pembrolizumab in mismatch repair-deficient bowel cancer and the NRG-GY018. Article summary: Here are the key findings from both trials, based on the supplied sources.. Topic tags: general, government, education, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Immunotherapy prior to surgery, has led to zero relapses after nearly three years follow-up in new results from the NEOPRISM-CRC trial." source context "Zero Relapses in Bowel Cancer Trial Follow-Up – EMJ" Reference image 2: visual subject "Immunotherapy prior to surgery, has led to zero relapses after nearly three years follow-up in new results from the NEOPRISM-CRC trial." source context "Zero Relapses in Bowel Cancer Trial Follow-Up – EMJ" Style:
มีผลการทดลองทางคลินิกครั้งใหญ่ 2 ฉบับที่กำลังเปลี่ยนแนวทางการรักษามะเร็งชนิดที่มีความบกพร่องในการซ่อมแซมดีเอ็นเอ หรือที่เรียกว่า dMMR อย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การศึกษา NEOPRISM-CRC ซึ่งทดลองการให้ยา Pembrolizumab (เพมโบรลิซูแมบ) ระยะสั้นๆ ก่อนการผ่าตัดในมะเร็งลำไส้ และการศึกษา NRG-GY018 ซึ่งทดลองการเพิ่ม Pembrolizumab เข้าไปกับยาเคมีบำบัดมาตรฐานในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลามหรือกลับมาเป็นซ้ำ ผลลัพธ์ล่าสุดตอกย้ำว่าภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถควบคุมโรคได้ยาวนาน และอาจเข้ามาแทนที่เคมีบำบัดได้ในผู้ป่วยบางกลุ่ม
NEOPRISM-CRC เป็นการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 2 ที่มุ่งประเมินการใช้ Pembrolizumab ในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักชนิด dMMR หรือ MSI-high ระยะที่ 2 หรือ 3 ที่มีความเสี่ยงสูง โดยเริ่มแรกมีผู้ป่วย 32 คนได้รับ Pembrolizumab เพียง 3 รอบ (9 สัปดาห์) ก่อนเข้ารับการผ่าตัด
การตอบสนองทางพยาธิวิทยาสูงตั้งแต่แรก ผลก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า 59% ของผู้ป่วยไม่พบเซลล์มะเร็งเหลืออยู่ (Complete Pathologic Response) และ 78% มีการตอบสนองทางพยาธิวิทยาในระดับสูง (Major Pathologic Response) รวมถึงอัตราการรอดชีวิตโดยไม่กลับเป็นซ้ำใน 6 เดือนแรกอยู่ที่ 100%
ประเด็นร้อนแรงที่สุดของงานนี้ ซึ่งถูกนำเสนอในการประชุม AACR Annual Meeting ในเดือนเมษายน 2026 คือ ไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำเลยแม้แต่รายเดียว หลังจากการติดตามผลเกือบ 3 ปี ไม่มีผู้ป่วยที่ได้รับภูมิคุ้มกันบำบัดก่อนผ่าตัดกลุ่มนี้กลับมาเป็นมะเร็งซ้ำอีก อัตรารอดชีวิตโดยไม่กลับเป็นซ้ำที่ยาวนานเช่นนี้ ถือเป็นการท้าทายลำดับการรักษาแบบเดิมๆ ที่เน้นการผ่าตัดแล้วตามด้วยคีโมหลายเดือนโดยตรง
งานวิจัยนี้ชี้ว่า สำหรับผู้ป่วยที่เลือกมาอย่างดี การให้ภูมิคุ้มกันบำบัดสั้นๆ ก่อนผ่าตัดอาจเพียงพอที่จะทำให้โรคลุกลามหายไปอย่างยาวนาน และเป็นหลักฐานสำคัญว่าการรักษาดังกล่าวอาจทำให้ผู้ป่วยบางส่วนไม่ต้องรับเคมีบำบัดระยะยาวอีกเลย
NRG-GY018 เป็นการทดลองทางคลินิกระยะที่ 3 ที่ศึกษาการใช้ Pembrolizumab ร่วมกับยาเคมีบำบัดสูตร Carboplatin/Paclitaxel เทียบกับยาหลอกร่วมกับคีโม ในผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะลุกลามหรือกลับเป็นซ้ำ โดยแบ่งผลตามสถานะการซ่อมแซมดีเอ็นเอ (MMR)
ประโยชน์ด้านการรอดชีวิตโดยไม่ลุกลาม (PFS) โดยเฉพาะกลุ่ม dMMR
จากผลการทดลองนี้ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2024 องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้อนุมัติการใช้ Pembrolizumab ร่วมกับ Carboplatin และ Paclitaxel สำหรับผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกชนิดนี้ โดยพิจารณาจากค่า PFS เป็นตัวชี้วัดหลัก
ข้อมูลการรอดชีวิตโดยรวม (OS) เริ่มชัดเจนขึ้น ในการวิเคราะห์ช่วงแรก ข้อมูลยังไม่นิ่ง แต่เป็นไปในทิศทางบวกกับกลุ่ม Pembrolizumab (dMMR: 0.55; pMMR: 0.79) และจากการอัปเดตล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2026 ยืนยันถึงประโยชน์เชิงตัวเลขด้านการรอดชีวิตที่ยั่งยืน แม้ว่าผู้ป่วยกลุ่มยาหลอกจำนวนมากจะเปลี่ยนมารับภูมิคุ้มกันบำบัดหลังจากที่โรคดำเนินไปแล้วก็ตาม
แม้จะยังไม่ถึงจุดที่มีนัยสำคัญทางสถิติเต็มรูปแบบ แต่แนวโน้มที่สม่ำเสมอนี้ก็ช่วยตอกย้ำถึงข้อได้เปรียบของการใช้ Pembrolizumab
สองงานวิจัยใหญ่นี้ สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของภูมิคุ้มกันบำบัดต่อมะเร็ง dMMR สองรูปแบบ
ทดแทนคีโมเมื่อทำได้ NEOPRISM-CRC แสดงให้เห็นว่า ในมะเร็งลำไส้ที่ถูกเลือกโดยตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ การให้ภูมิคุ้มกันบำบัดสั้นๆ ก่อนผ่าตัดเพียงอย่างเดียว สามารถสร้างผลลัพธ์ปลอดโรคอย่างยาวนานโดยไม่ต้องพึ่งคีโม
เสริมฤทธิ์คีโมเมื่อจำเป็น NRG-GY018 พิสูจน์ว่า แม้คีโมจะเป็นแกนหลัก แต่การเพิ่มภูมิคุ้มกันบำบัดเข้าไป ก็สามารถลดความเสี่ยงโรคลุกลามได้อย่างน่าทึ่ง และมีแนวโน้มการรอดชีวิตที่ดีขึ้น
โดยรวมแล้ว ข้อมูลทั้งหมดนี้สนับสนุนให้มีการตรวจหาความบกพร่องในการซ่อมแซมดีเอ็นเอ หรือ dMMR อย่างเป็นกิจวัตร เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจรักษาที่ตรงจุด มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และอาจช่วยให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากยาน้อยลง ความทนทานของผล NEOPRISM-CRC นั้นน่าทึ่งเป็นพิเศษ มันชี้ให้เห็นว่า สำหรับผู้ป่วยมะเร็งบางคน การให้ภูมิคุ้มกันบำบัดสั้นๆ ก่อนผ่าตัดไม่ได้ทำให้แค่เลื่อนการใช้คีโมออกไป แต่อาจทำให้ "ไม่จำเป็นต้องใช้คีโมอีกเลย"
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ผลอัปเดต NEOPRISM CRC: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ dMMR กลับมาเป็นศูนย์หลังเกือบ 3 ปี ด้วยการให้ Pembrolizumab แค่ 9 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด สั่นคลอนความจำเป็นของคีโมหลังผ่าตัด
ผลอัปเดต NEOPRISM CRC: ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ dMMR กลับมาเป็นศูนย์หลังเกือบ 3 ปี ด้วยการให้ Pembrolizumab แค่ 9 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด สั่นคลอนความจำเป็นของคีโมหลังผ่าตัด NRG GY018 ระยะ 3: การเพิ่ม Pembrolizumab เข้ากับคีโม ลดความเสี่ยงโรคลุกลามหรือเสียชีวิต 70% ในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก dMMR ระยะลุกลาม และมีแนวโน้มอัตรารอดชีวิตโดยรวมดีขึ้น
ผลลัพธ์นี้เร่งให้การให้ภูมิคุ้มกันบำบัดก่อนผ่าตัดเป็นทางเลือกแทนคีโมในมะเร็งลำไส้บางชนิด และตอกย้ำคีโมคู่ภูมิคุ้มกันเป็นมาตรฐานในมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก