สหภาพยุโรปประหยัดค่าพลังงานฟอสซิลได้ถึง 51,400 ล้านยูโร ในปี 2025 หลังเร่งติดตั้งโซลาร์เซลล์และกังหันลมทำสถิติ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าพลังงานโดยรวมยังคงสูงถึง 336,700 ล้านยูโร พลังงานแสงอาทิตย์ใน EU โตกระโดด 20.1% ในปีเดียว ทุ่มงบลงทุนรวม 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าเงินที่ประหยัดได้เกือบสองเท่า ด้านการนำเข้าก...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: How much did the European Union save in fossil fuel import costs in 2025 due to renewable energy investments, what drove those savings (incl. Article summary: Here is the full picture based on the latest IEA and Ember data.. Topic tags: general, government, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Wind and solar overtook fossil fuels across Europe in 2025. Wind and solar generated more electricity across the European Union than fossil fuels for the first time last year, ac" source context "Wind and solar overtook fossil fuels across Europe in 2025 | Electrek" Reference image 2: visual subject "# Wind and solar overtook fossil fuels across Europe in 2025. Wind and solar generated more electricity across the European Union than fossil fuels for th
ในปี 2025 การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของยุโรปสร้างผลลัพธ์มากกว่าแค่การลดการปล่อยมลพิษ แต่มันได้เปลี่ยนโฉมหน้าดุลการชำระเงินของภูมิภาค และลดความเปราะบางต่อตลาดเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ผันผวนอย่างสิ้นเชิง รายงาน World Energy Investment 2025 จากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า สหภาพยุโรป (EU) สามารถหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลไปได้ราว 51,400 ล้านยูโร (ประมาณ 60,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปีที่ผ่านมา ด้วยการแทนที่ก๊าซ, น้ำมัน, และถ่านหินนำเข้า ด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตเองภายในประเทศ ตัวเลขที่ประหยัดได้ในปีเดียวนั้น ใหญ่พอๆ กับขนาดเศรษฐกิจทั้งหมดของโปรตุเกส และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งแรงกระแทกด้านราคาระลอกใหม่เข้าสู่ตลาดพลังงานโลกพอดี
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดเบื้องหลังตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ คือ พลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตติดตั้งโซลาร์เซลล์ของ EU พุ่งสูงถึงระดับประมาณ 406 กิกะวัตต์ (GW) ในปี 2025 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดใหม่ และเป็นรากฐานของอัตราการเติบโตของการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ที่เร็วที่สุดเท่าที่กลุ่มประเทศนี้เคยบันทึกมา กำลังการผลิตจากแสงอาทิตย์พุ่งสูงขึ้น 20.1% เมื่อเทียบปีต่อปี ตอกย้ำสถิติการเติบโตเกิน 20% ต่อเนื่องเป็นปีที่สี่ และนับเป็นครั้งแรกที่พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าถ่านหินและไฟฟ้าพลังน้ำแยกกัน
การเติบโตของโซลาร์เซลล์อย่างก้าวกระโดดนี้ช่วยผลักดันให้สัดส่วนการใช้พลังงานลมและแสงอาทิตย์รวมกัน คิดเป็น 30% ของการผลิตไฟฟ้าใน EU ในปี 2025 ตามรายงาน European Electricity Review จาก Ember ซึ่งแซงหน้าสัดส่วนของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ 29% ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของกลุ่มประเทศ ในทางปฏิบัติ พลังงานทุกๆ เทระวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ที่ผลิตได้จากฟาร์มโซลาร์เซลล์หรือกังหันลมภายในประเทศ คือพลังงานที่ EU ไม่ต้องควักเงินจ่ายในตลาดโลกนั่นเอง
ประเด็นสำคัญคือ เม็ดเงิน 51,400 ล้านยูโรที่ EU ประหยัดได้ ไม่ใช่ ‘โชคลาภ’ ที่ได้มาฟรีๆ แต่มันถูกซื้อมาและจ่ายไปแล้ว ในปี 2025 กลุ่ม EU ลงทุนในพลังงานหมุนเวียนไปประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (90,000 ล้านยูโร) ซึ่งสูงเกือบสองเท่าของเงินที่ประหยัดได้จากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในปีนั้น ในระดับโลก ปี 2025 เป็นปีแห่งสถิติการลงทุนด้านพลังงาน โดยมียอดใช้จ่ายรวมสูงถึง 3.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และในจำนวนนั้น 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ทุ่มลงไปในหมวดพลังงานสะอาด ทั้งระบบพลังงานหมุนเวียน, นิวเคลียร์, โครงข่ายไฟฟ้า, การกักเก็บพลังงาน, ประสิทธิภาพ และการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งมากกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ที่ไหลไปยังน้ำมัน, ก๊าซ, และถ่านหินถึงสองเท่า
เบื้องหลังเม็ดเงินลงทุนมหาศาลระดับโลก คือแรงจูงใจด้านความมั่นคงทางพลังงานที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ IEA ตั้งข้อสังเกตว่า ประมาณ 70% ของการใช้จ่ายด้านพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น มาจากประเทศที่เป็นผู้นำเข้าสุทธิของเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยแรงผลักดันของยุโรปเชื่อมโยงโดยตรงกับแรงกระแทกจากที่รัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 ความคืบหน้าของ EU ในการเลิกใช้พลังงานจากรัสเซียนั้นเป็นรูปธรรมชัดเจน ปัจจุบัน ก๊าซจากรัสเซียทั้งทางท่อและแบบ LNG ลดลงจาก 45% ของการนำเข้าของ EU ในปี 2022 มาอยู่ที่เพียง 12% ในปี 2025 ขณะที่น้ำมันจากรัสเซียลดลงจาก 27% เหลือเพียง 2% ในช่วงเวลาเดียวกัน
สำหรับผู้กำหนดนโยบายในกรุงบรัสเซลส์ ตัวเลขการนำเข้าที่ลดลงไม่ใช่แค่รายการงบประมาณ แต่มันคือการลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่วัดผลได้ IEA เผยแพร่บทวิเคราะห์การลงทุนปี 2025 ท่ามกลางฉากหลังของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น และภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางผ่านสำคัญของน้ำมันและ LNG โลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ กำลังการผลิตจากโซลาร์เซลล์และพลังงานลมภายในประเทศทุกๆ หนึ่งกิกะวัตต์ ทำหน้าที่เสมือนการป้องกันความเสี่ยงบางส่วน มันเข้ามาแทนที่ปริมาณเชื้อเพลิงที่จะต้องถูกซื้อในราคาที่ตลาดซึ่งขับเคลื่อนด้วยวิกฤตเป็นผู้กำหนด
แน่นอนว่า EU ยังคงมีความเสี่ยงในระดับสูง โดยในปี 2025 กลุ่มประเทศยังคงนำเข้าผลิตภัณฑ์พลังงานเป็นมูลค่าสูงถึง 336,700 ล้านยูโร คิดเป็นปริมาณ 723.3 ล้านตัน แม้ตัวเลขนี้จะลดลง 11.1% ในด้านมูลค่า และ 0.6% ในด้านปริมาณ เมื่อเทียบกับปี 2024 ก็ตาม ถึงอย่างนั้น เส้นทางทิศทางก็ชัดเจน คณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนจากภายในประเทศ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลให้ EU ได้เป็นจำนวนเงินสะสมถึง 2.8 ล้านล้านยูโร ระหว่างปี 2031 ถึง 2050 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2011-2020
และเมื่อย้อนไปในปี 2022 EU นำเข้าน้ำมันและก๊าซมากถึง 98% ของที่ใช้ ทำให้ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาโลกแทบทั้งหมด
ทุกๆ เปอร์เซ็นต์ของการพึ่งพาที่ถูกแทนที่ด้วยพลังงานสะอาดในประเทศ คือการลดทอนความเปราะบางนั้นลง
ประสบการณ์ของ EU ในปี 2025 เป็นภาพตัวอย่างระดับภูมิภาค ของการเปลี่ยนผ่านระดับโลกที่กว้างขึ้นและตกผลึกเพียงไม่กี่เดือนให้หลัง ใน เดือนเมษายน ปี 2026 พลังงานลมและแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าก๊าซธรรมชาติทั่วโลกเป็นเดือนเต็มครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากข้อมูลของ Ember ตัวเลขนั้นน่าทึ่ง:
การที่หมุดหมายนี้เกิดขึ้นในเดือนแรกเต็มของวิกฤติพลังงานตะวันออกกลางครั้งใหม่ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือหลักฐานว่าการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่โชคช่วยตามฤดูกาล ที่กำลังเปลี่ยนโฉมส่วนผสมพลังงานของโลก Ember ประมาณการว่า การผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบปีต่อปีในเดือนเมษายน 2026 ขณะที่การผลิตจากก๊าซยังคงทรงตัว เมื่อเทียบกับเมื่อครึ่งทศวรรษที่แล้ว
การโค่นแซงในช่วงหนึ่งเดือน ไม่ได้หมายความว่าพลังงานหมุนเวียนเข้ามาแทนที่ก๊าซในระดับรายปีแล้ว แต่ทิศทางการเดินทางนั้นผิดพลาดไม่ได้ IEA เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่า พลังงานหมุนเวียนจะโค่นถ่านหินขึ้นเป็นแหล่งไฟฟ้าอันดับหนึ่งของโลก อย่างช้าภายในปี 2026 ข้อมูลเดือนเมษายนชี้ว่า ก๊าซอาจเป็นรายต่อไป
สำหรับ EU ความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานหมุนเวียนในประเทศ กับความยืดหยุ่นของบิลค่าพลังงานนำเข้า ตอนนี้ถูกสนับสนุนด้วยตัวเลขที่หนักแน่น ผ่านการเร่งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่นำโดย เยอรมนี, สเปน, และเนเธอร์แลนด์ ผนวกกับพลังงานลมที่หันไปนอกชายฝั่งมากขึ้น กลุ่ม EU ได้เปลี่ยนหน้าต่างแห่งความเปราะบางที่อาจเกิดขึ้นระหว่างวิกฤติตะวันออกกลาง ให้กลายเป็นการสาธิตให้เห็นว่า การลงทุนในพลังงานสะอาดทำหน้าที่เป็นนโยบายความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างไร เงิน 51,400 ล้านยูโรที่ประหยัดได้ในปี 2025 คือเงินดาวน์ของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างที่ใหญ่กว่านั้นอีกมาก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
สหภาพยุโรปประหยัดค่าพลังงานฟอสซิลได้ถึง 51,400 ล้านยูโร ในปี 2025 หลังเร่งติดตั้งโซลาร์เซลล์และกังหันลมทำสถิติ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าพลังงานโดยรวมยังคงสูงถึง 336,700 ล้านยูโร
สหภาพยุโรปประหยัดค่าพลังงานฟอสซิลได้ถึง 51,400 ล้านยูโร ในปี 2025 หลังเร่งติดตั้งโซลาร์เซลล์และกังหันลมทำสถิติ ขณะที่มูลค่าการนำเข้าพลังงานโดยรวมยังคงสูงถึง 336,700 ล้านยูโร พลังงานแสงอาทิตย์ใน EU โตกระโดด 20.1% ในปีเดียว ทุ่มงบลงทุนรวม 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าเงินที่ประหยัดได้เกือบสองเท่า ด้านการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียร่วงลงเหลือเพียง 12%
เม็ดเงินลงทุนพลังงานสะอาดภายในประเทศ ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ลดแรงกระแทกจากวิกฤติตะวันออกกลางได้โดยตรง ก่อนที่เดือนเมษายน 2026 จะเกิดหมุดหมายสำคัญระดับโลก เมื่อลมและแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าก๊าซเป็นเดือนแรก