ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีในเดือนพฤษภาคม 2026 จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีทะลุ 5.11% ขณะที่ของเยอรมนีและญี่ปุ่นก็ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 27 ปี ตลาดการเงิน...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What caused global bond yields to surge to multi-decade highs in May before reversing, and what were the key macroeconomic and geopolitical. Article summary: Global bond yields surged to multi-decade highs in May 2026 primarily because the Iran war — and the effective closure of the Strait of Hormuz — sent oil prices skyrocketing, reigniting inflation fears and forcing trader. Topic tags: general, general web, user generated, government, news. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Global bond markets are entering a new phase of volatility as investors confront the return of persistent inflation pressures and rising long-term borrowing costs. As of mid-May 20" source context "Inflation Fears Return as Global Bond Markets Turn Volatile" Reference image 2: visual subject "Glo
ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเผชิญกับแรงเทขายครั้งประวัติศาสตร์ในเดือนพฤษภาคม 2026 ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลก เหตุการณ์เทขายครั้งนี้มีชนวนเหตุสำคัญจากเหตุการณ์เดียวคือ สงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าเป็น "เหตุการณ์อุปทานน้ำมันหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก" ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทำให้นักลงทุนต้องรีบปรับมุมมองเรื่องเงินเฟ้อและการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว โดยกระทบกับพันธบัตรระยะยาว (Long-duration bonds) มากที่สุด อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงได้จุดประกายให้เกิดการพลิกกลับบางส่วน แม้ว่าอัตราผลตอบแทนจะยังคงอยู่ในระดับสูงอย่างน่าอึดอัดก็ตาม
ความขัดแย้งทางทหารที่ทวีความรุนแรงในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลกระทบอย่างฉับพลันและร้ายแรงต่อตลาดพลังงานโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดคอขวดที่ควบคุมการไหลเวียนของน้ำมันโลกประมาณ 20% ได้ดึงอุปทานน้ำมันดิบปริมาณมหาศาลออกจากตลาด ราคาน้ำมันทางกายภาพ (Physical oil prices) พุ่งขึ้นถึง 70% จากระดับราคาในเดือนกุมภาพันธ์ ในขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 51% ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว โดยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาดัลลัส (Dallas Fed) ประเมินว่าช็อคพลังงานนี้ทำให้เงินเฟ้อ PCE ทั่วไป (Headline PCE Inflation) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.6 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026
ภายในกลางเดือนพฤษภาคม การหยุดชะงักด้านพลังงานที่เกิดจากสงครามได้กลายเป็น "ปัจจัยเสี่ยงหลักในทุกกลุ่มสินทรัพย์" (Primary cross-asset risk factor) ซึ่งบดบังปัจจัยหนุนอย่างความหวังในเทคโนโลยี AI และการค้าที่มีเสถียรภาพ
กลไกการส่งผ่านผลกระทบนั้นตรงไปตรงมาและรุนแรง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations) พุ่งสูงขึ้น ซึ่งในทางกลับกันก็บังคับให้นักลงทุนเรียกร้องส่วนต่างผลตอบแทน (Term Premiums) ที่สูงขึ้นมากสำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เปราะบางที่สุดต่อภาวะเงินเฟ้อต่อเนื่อง แรงเทขายครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในตลาดที่พัฒนาแล้ว:
ผู้ค้าพันธบัตรอธิบายการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็น "จุดเปลี่ยน" (Tipping point) ที่อาจนำไปสู่ยุคใหม่ของอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น" การเทขายครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของข้อมูลเงินเฟ้อในปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นว่าช็อคพลังงานนี้จะยืดเยื้อ ซึ่งจะบังคับให้ธนาคารกลางต่างๆ คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก
ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้น การคาดการณ์ของตลาดต่อนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ในการประชุมวันที่ 28-29 เมษายน เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ไว้ที่ 3.50%–3.75% เป็นครั้งที่สามติดต่อกัน โดยอ้างถึง "ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลาง" อย่างชัดเจน รายงานการประชุมดังกล่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม เปิดเผยว่าตลาดออปชั่น (Options Markets) ได้คาดการณ์ความน่าจะเป็นประมาณ 30% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในไตรมาสแรกของปี 2027 ซึ่งเป็นการกลับทิศทางอย่างสิ้นเชิงจากความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยที่มีในช่วงต้นปี
นางซูซาน คอลลินส์ (Susan Collins) ประธานเฟดสาขาบอสตัน ได้ออกมาเตือนอย่างเปิดเผยว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ผลสำรวจของรอยเตอร์ (Reuters) ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมพบว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะหลีกเลี่ยงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยใดๆ ในปี 2026
การตั้งราคาใหม่ในทิศทางที่เข้มงวดขึ้นนี้ได้เติมเชื้อไฟให้กับแรงเทขายพันธบัตร เนื่องจากนักลงทุนตระหนักว่าธนาคารกลางจะไม่เข้ามาช่วยเหลือสินทรัพย์ตราสารหนี้
หลังจากที่พุ่งขึ้นถึงจุดเดือด การเทขายพันธบัตรก็เริ่มถึงจุดสูงสุดชั่วคราว ตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับการกลับทิศทางคือการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบจากจุดสูงสุดที่เกิดจากความกลัวสงคราม ราคาน้ำมันที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อการลดส่วนเพิ่มของ 'ความหวาดกลัวเงินเฟ้อ' ที่ฝังอยู่ในพันธบัตรระยะยาว
ในวันที่ 20 พฤษภาคม ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 1.1% และดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) เพิ่มขึ้น 645 จุด ยุติสถิติการปรับตัวลงติดต่อกันสี่วัน การปรับตัวขึ้นครั้งนี้มีสาเหตุหลักมาจากการคลายความกดดันจากตลาดพันธบัตรและการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรคลังสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 4.57% จาก 4.67% ในวันก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญในตลาดตราสารหนี้
ภายในสัปดาห์ของวันที่ 25 พฤษภาคม ตลาดหุ้นได้ปรับตัวกลับไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม การคลายความกังวลนี้ไม่ได้ปราศจากคำเตือน มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) เตือนว่า อัตราดอกเบี้ยระยะยาวที่สูงขึ้น งบดุลครัวเรือนที่เปราะบางมากขึ้น และผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคฯ เพียงไม่กี่กลุ่ม ก่อให้เกิดความเสี่ยงครั้งใหม่ต่อการฟื้นตัวครั้งนี้ นายฟิลิป เลน (Philip Lane) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ย้ำถึงความกังวลเหล่านี้ในวันที่ 28 พฤษภาคม โดยระบุว่า ผลกระทบของช็อคพลังงานต่อเงินเฟ้อมีแนวโน้มที่จะ "ยืดเยื้อ" แม้ว่าสงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็วก็ตาม
คำกล่าวของเขาชี้ให้เห็นว่าการปรับราคาพันธบัตรใหม่ของตลาดยังไม่จบสิ้น
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลกในเดือนพฤษภาคม 2026 เป็นปรากฏการณ์ 'ความกลัวเงินเฟ้อ' ที่ขับเคลื่อนโดยสงครามอิหร่าน ซึ่งเป็นการตั้งราคาใหม่จากภาวะช็อคด้านอุปทานแบบคลาสสิก ที่กระทบต่อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอย่างหนักในช่วงที่ราคาน้ำมันขึ้นถึงจุดสูงสุด การกลับทิศทางบางส่วนที่เริ่มขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม เป็นผลโดยตรงจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ที่ช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ ท่าทีของเฟดที่ส่งสัญญาณว่าอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะปรับลด และเงินเฟ้อที่ดื้อดึงกว่าที่คาดไว้ อัตราผลตอบแทนจึงยังคงปิดเดือนในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนสงครามอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่จะตามมาอีก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีในเดือนพฤษภาคม 2026 จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีในเดือนพฤษภาคม 2026 จากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นหลังสงครามอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขเงินเฟ้อที่ร้อนแรงทำให้นักลงทุนเทขายพันธบัตรระยะยาว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีทะลุ 5.11% ขณะที่ของเยอรมนีและญี่ปุ่นก็ทำสถิติสูงสุดในรอบ 15 27 ปี
ตลาดการเงินเริ่มพลิกกลับในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤษภาคม หลังจากราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงและการฟื้นตัวของสินทรัพย์เสี่ยงช่วยคลายความกังวลด้านเงินเฟ้อ