กิจกรรมการกินนี้ให้พลังงานมหาศาลจนทำให้แกนกลางกาแล็กซี่สว่างไสวอย่างเห็นได้ชัดในภาพถ่าย โดยปรากฏเป็นจุดศูนย์กลางที่มีแสงเรืองรองอบอุ่น ซึ่งเกิดจากกลุ่มดาวฤกษ์เก่าแก่สีแดงจำนวนมหาศาลที่กระจุกตัวแน่นขนัดอยู่รอบหลุมดำ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลยังบ่งชี้ว่า การกินสสารของหลุมดำนี้กำลังผลักดันให้เกิดกระแสแก๊สร้อนไหลพุ่งออกมาจากใจกลางกาแล็กซี่ ซึ่งเป็นหนึ่งในลายเซ็นสำคัญของกาแล็กซี่ประเภทนี้ เปรียบเหมือนการเรอพลังงานออกมาหลังมื้ออาหารมโหฬาร
แต่หัวใจที่ดุเดือดไม่ใช่ปัญหาเดียวของ M88 คุณค่าทางวิทยาศาสตร์ที่แท้จริงของภาพนี้คือการเผยให้เห็นว่าสภาพแวดล้อมภายนอกกำลัง “รังแก” กาแล็กซี่แห่งนี้อย่างไร เมื่อกาแล็กซี่พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางกระจุกดาวเวอร์โก มันไม่ได้เคลื่อนที่ในสุญญากาศ แต่มันกำลังวิ่งฝ่าเข้าไปในทะเลของพลาสมาร้อนจัดที่เรียกว่า “สสารระหว่างกาแล็กซี่ภายในกระจุก” (Intracluster Medium) ซึ่งอบอวลไปด้วยแก๊สบางเบาแต่ร้อนระอุ
แรงกดดันที่เกิดขึ้นจากการที่ M88 พุ่งชนเข้ากับสสารนี้เต็ม ๆ ราวกับรถที่วิ่งสวนลมแรง เรียกว่า “แรงดันอัดแก๊ส” หรือ Ram Pressure แรงกดดันนี้รุนแรงพอที่จะเอาชนะแรงโน้มถ่วงของตัวกาแล็กซี่เอง และกวาดเอาแก๊สระหว่างดวงดาวซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ ๆ ออกไปได้
ภาพของฮับเบิลแสดงให้เห็นแสงเรืองบางเบาที่ปกคลุมโดยรอบกาแล็กซี่ ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มแก๊สที่ถูกกระชากออกมาและอิทธิพลจากแรงไทดัลของสภาพแวดล้อมในกระจุกดาวอันโหดร้าย นี่คือหลักฐานชั้นดีว่า M88 กำลังถูกเปลื้องอนาคตของมันออกไป มันคือกาแล็กซี่ก้นหอยที่กำลังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นกาแล็กซี่ที่ตายด้านและไร้ดาวเกิดใหม่ ขณะที่มันเข้าใกล้กาแล็กซี่รูปไข่ยักษ์ “เมสสิเยร์ 87” ซึ่งยึดครองตำแหน่งใจกลางของกระจุกดาวเวอร์โก
ภาพอันน่าตื่นตานี้ไม่ใช่แค่การถ่ายรูปเล่น แต่เป็นข้อมูลสำคัญจากโครงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะ โครงการหมายเลข GO 18103 ภายใต้ชื่ออันแสนจะสื่อความหมายว่า “Anatomy of a fall: Dissecting the environment-driven transformation of late-type Virgo cluster galaxies with HST UV-optical imaging of star clusters, associations, and HII regions” หรือแปลตรงตัวว่า “ชำแหละการร่วงหล่น: วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของกาแล็กซี่ปลายแถวในกระจุกดาวเวอร์โกที่ถูกขับเคลื่อนโดยสภาพแวดล้อม ด้วยภาพถ่ายอัลตราไวโอเลตและออปติคัล”
โครงการนี้นำทีมโดย David Thilker นักวิจัยหลักจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และทีม MAUVE-HST โดยได้รับการจัดสรรเวลาการโคจรของฮับเบิลในรอบที่ 33 มากถึง 145 รอบวงโคจร เพื่อปฏิบัติภารกิจนี้โดยเฉพาะ เป้าหมายคือการใช้ความสามารถพิเศษของฮับเบิลในการถ่ายภาพในช่วงคลื่นเหนือม่วง (UV) และแสงที่ตามองเห็น เพื่อเจาะลึกเข้าไปศึกษากระจุกดาวเกิดใหม่ ความสัมพันธ์ของดาวฤกษ์ และย่าน HII (ซึ่งเป็นแหล่งอนุบาลดาวฤกษ์) ในกาแล็กซี่ประเภทปลายแถวของกระจุกดาวเวอร์โก อย่างละเอียด โดยใช้ M88 และกาแล็กซี่อื่นเป็นห้องทดลอง
ด้วยการเปรียบเทียบข้อมูลของกาแล็กซี่ที่อยู่ในระยะต่าง ๆ ของการเดินทางเข้าสู่ศูนย์กลางกระจุกดาว ทีมวิจัยหวังว่าจะสามารถปะติดปะต่อภาพรวมที่สมบูรณ์ได้ว่า สภาพแวดล้อมของกระจุกดาวที่หนาแน่นและรุนแรงนี้ส่งผลเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของกาแล็กซี่และหยุดยั้งการก่อเกิดของดาวฤกษ์ดวงใหม่ไปตลอดกาลได้อย่างไร
Comments
0 comments