อัปเดตนี้ยังเพิ่มส่วน 'Profile' ในแอป Windows ทำให้ผู้ใช้ดูรายละเอียดโปรไฟล์ สถิติการใช้งาน และกิจกรรมการใช้ Token ได้สะดวกขึ้น
การมาถึงของ v26.527 ทำให้ Codex บน Windows ปิดช่องว่างความสามารถไปได้มาก แต่ก็ยังมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่บ้าง โดยฟีเจอร์หลักๆ ส่วนใหญ่ตอนนี้มีให้ใช้งานทั้งสองแพลตฟอร์มแล้ว แต่ผู้ใช้ขั้นสูงจะเห็นความแตกต่างในวิธีการใช้งาน 'Computer Use'
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือฟีเจอร์ 'Locked Computer Use' และการทำงานแบบ Background บน macOS ผู้ใช้ที่มีสิทธิ์สามารถเปิดให้ Codex ทำงานต่อเนื่องในพื้นหลังได้อย่างปลอดภัย แม้จะล็อกหน้าจอ Mac แล้วก็ตาม โดยมีระบบความปลอดภัยที่เข้มงวดเกี่ยวกับระยะเวลาในการอนุมัติและการแสดงผล ในทางปฏิบัติ คุณสามารถเริ่มงานเทสต์การย้ายข้อมูลที่ใช้เวลาหลายชั่วโมง ล็อก MacBook ของคุณ แล้วค่อยเช็คความคืบหน้าจากมือถือทีหลังได้ แต่บน Windows นั้น Computer Use จะทำงานเฉพาะตอนที่หน้าจอเปิดอยู่และคุณกำลังใช้งานเครื่องอยู่เท่านั้น
และ OpenAI ยังไม่ได้ส่งสัญญาณว่าเมื่อไหร่ฟีเจอร์นี้จะมาบน Windows
อีกหนึ่งสิ่งที่ยังมีเฉพาะบน macOS คือ Appshots ฟีเจอร์นี้ให้คุณแนบภาพหน้าจอของหน้าต่างโปรแกรมใดๆ เข้า Thread ของ Codex ได้ด้วย Hotkey เพื่อให้ Agent มีข้อมูลภาพและข้อความประกอบการทำงาน ซึ่งฟีเจอร์นี้ไม่มีการพูดถึงในเอกสารหรือบันทึกการเปลี่ยนแปลงของ Windows v26.527 เลย
ส่วนฟีเจอร์ขั้นสูงอื่นๆ อย่าง Goal Mode, การใส่คำอธิบายประกอบในเบราว์เซอร์ของแอป (In-app browser annotations), Automations และการทำงานใน Sandbox ดั้งเดิมผ่าน PowerShell นั้น มีให้ใช้แล้วทั้งบน Windows และ macOS
นี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงปรัชญา "เอเจนต์สร้างโค้ด" เป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา แต่ระบบที่คลิกและพิมพ์บนแอปพลิเคชันอะไรก็ได้เป็นเครื่องมือสำหรับ ทุกคน สำหรับผู้ใช้ Windows โดยเฉพาะ อัปเดตนี้ทำให้ข้อจำกัดด้านแพลตฟอร์มที่สำคัญหมดไป เวิร์กโฟลว์อย่างการเริ่มงานวิจัยที่ซับซ้อนบนพีซีที่ออฟฟิศ แล้วแวบไปดูและสั่งงานต่อจากมือถือระหว่างเดินทางกลับบ้าน ไม่ใช่สิทธิพิเศษเฉพาะผู้ใช้ macOS อีกต่อไป
คำถามสำคัญสำหรับมืออาชีพที่ใช้ Windows คือ การไม่มีฟีเจอร์ 'Locked Computer Use' จะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานจริงมากน้อยแค่ไหน หากงานของคุณเป็นงานที่ต้องโต้ตอบและมนุษย์ต้องมีส่วนร่วมอยู่ตลอดเวลา การทำงานแบบ Foreground อย่างเดียวบน Windows ก็อาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับผู้ใช้ที่ต้องพึ่งพาการทำงานอัตโนมัติแบบต่อเนื่องยาวนานและไม่ต้องคอยเฝ้า ตอนนี้ macOS ยังคงเป็นแพลตฟอร์มที่เหนือกว่า อนาคตของฟีเจอร์นี้บน Windows ยังคงเป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ เพราะเอกสารปัจจุบันไม่ได้พูดถึงเลย
Comments
0 comments