สถานการณ์ของ NBIM ไม่ใช่แค่ "ดีแตก" ธรรมดา ทว่าเต็มไปด้วยความย้อนแย้งอย่างรุนแรง เพราะในจังหวะเดียวกับที่พวกเขาออกมานำขบวนหนุนข้อเสนอเพื่อตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างดุเดือด ตัวเลขกลับฟ้องว่า NBIM เพิ่งเพิ่มการถือครองหุ้น Palantir ไปถึงราว 60% ระหว่างปี 2024 ถึง 2025 ส่งผลให้สิ้นเดือนธันวาคม 2025 กองทุนนอร์เวย์กลายเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในยุโรปของ Palantir ด้วยจำนวนหุ้นเกือบ 29 ล้านหุ้น มูลค่ารวมประมาณ 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ท่าทีสองด้านเช่นนี้ – เพิ่มความเสี่ยงทางการเงินด้วยการซื้อหุ้นเพิ่ม แต่ขณะเดียวกันก็ลงมติให้สร้างกฎเหล็กควบคุมแนวทางธุรกิจหลักของบริษัท – ได้จุดชนวนคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในนอร์เวย์ ตัวกองทุนถูกกล่าวหาว่ากำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่มากขึ้นทุกที และถูกประชาชนในประเทศจับตามองอย่างไม่วางตาในประเด็นอาณัติการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ด้าน NBIM ออกมาแก้ต่างด้วยการย้ำว่าพวกเขายังคง “หารือกับ Palantir อย่างต่อเนื่อง” ในเรื่องความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวพันกับ AI และเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับความรับผิดชอบของนักลงทุนภายใต้กรอบแนวปฏิบัติแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs)
แต่กองทุนนอร์เวย์ไม่ได้โดดเดี่ยวในศึกนี้ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 กลุ่มนักลงทุนสถาบัน องค์กรศาสนา และผู้จัดการสินทรัพย์รวม 34 ราย ที่มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการรวมกันอย่างน้อย 3.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ร่วมลงนามในจดหมายถึงบอร์ดของ Palantir เพื่อแสดงความกังวลอย่างสุดซึ้งต่อความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดของบริษัทในการปฏิบัติตามมาตรการตรวจสอบอย่างรอบคอบที่ระบุไว้ในนโยบายสิทธิมนุษยชนของตนเอง โดยเนื้อหาจดหมายได้อ้างถึงความเสี่ยงที่ซอฟต์แวร์ของบริษัทอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานนานัปการ ทั้งสิทธิในความมั่นคงของบุคคล ความเป็นส่วนตัว เสรีภาพในการเคลื่อนย้าย การแสดงออก การไม่เลือกปฏิบัติ การชุมนุมอย่างสงบ และสิทธิในการได้รับกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม
ผู้ลงนามทั้งหมดพร้อมใจหนุน “ข้อเสนอที่ 5” ซึ่งก็คือการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (HRIA) ที่ยื่นโดยคณะภคินีแห่งสันติเซนต์โจเซฟ (Congregation of the Sisters of St. Joseph of Peace) ข้อเสนอนี้ถูกยื่นครั้งแรกในเดือนธันวาคม 2025 โดยเรียกร้องให้ Palantir เปิดเผยผลกระทบทั้งที่เกิดขึ้นจริงและที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ลูกค้านำผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทไปใช้
ในอีกมุมหนึ่งของสมรภูมิ Stichting Pensioenfonds ABP กองทุนบำนาญที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์เลือกทางเดินที่แตกต่างจากนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิงด้วยการ “ถอนการลงทุนทั้งหมด” มูลค่ากว่า 825 ล้านยูโร (ประมาณ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ออกจาก Palantir ในช่วงต้นปี 2026 เพื่อยุติความสัมพันธ์แบบไม่ต้องเสียเวลาพูดคุยเจรจา
โฆษกของ ABP แถลงกับสื่อ Financieele Dagblad ว่าไม่สามารถแสดงความเห็นเฉพาะเจาะจงต่อบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้ แต่ย้ำว่ากองทุนมีเป้าหมายที่จะลงทุนในลักษณะที่ “รับผิดชอบต่อสังคม” พร้อมกับระบุว่า “ABP ชั่งน้ำหนักทั้งความเสี่ยง ต้นทุน และอิทธิพลที่สามารถใช้ได้ในฐานะผู้ถือหุ้น” การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นหลังองค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ออกมาเตือนหลายครั้งหลายคราว่าการใช้ซอฟต์แวร์ของ Palantir นั้นเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงแคมเปญรณรงค์ของนักเคลื่อนไหวและผู้รับบำนาญที่เรียกร้องให้กองทุนตัดสัมพันธ์กับบริษัท
สำหรับกองทุนบำนาญราชการใหญ่ในสหรัฐฯ อย่าง CalPERS ก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน โดยศูนย์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights Centre) ได้เชิญให้ CalPERS ตอบข้อกังวลต่อการลงทุนใน Palantir แต่ทางกองทุนยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบรับหรือแสดงท่าทีต่อสาธารณะ
หัวใจของกบฏผู้ถือหุ้นครั้งนี้มีชื่อว่า Enhanced Leads Identification and Targeting for Enforcement หรือ ELITE ระบบที่ Palantir พัฒนาขึ้นเพื่อ ICE ซึ่งได้กลายเป็นชนวนปะทุสำคัญของข้อกังวลด้านสิทธิมนุษยชน
จากรายงานสืบสวนของ 404 Media ซึ่งอ้างอิงจากเอกสารภายในของ ICE และคู่มือการใช้งาน เผยให้เห็นว่า ELITE นั้นมีฟังก์ชันการทำงานที่สร้างแผนที่ดิจิทัลซึ่งเต็มไปด้วยเป้าหมายที่มีโอกาสถูกจับกุมเพื่อการเนรเทศ มันไม่ใช่แค่หมุดบนแผนที่ แต่คือการสร้างแฟ้มประวัติรายบุคคลแบบละเอียดยิบ ซึ่งรวมถึงชื่อจริง วันเกิด หมายเลขประจำตัวคนต่างด้าว (Alien Registration Number) รูปถ่าย และที่จับใจที่สุดคือ
Comments
0 comments