จากการวิเคราะห์ตัวอย่างสารอาหารที่เก็บรวบรวมมานานกว่าสองทศวรรษ (ปี 1998-2023) จากช่องแคบฟรัม (Fram Strait) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่กระแสน้ำจากอาร์กติกไหลลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก นักวิทยาศาสตร์ได้สังเกตเห็นการลดลงอย่างฉับพลันของความเข้มข้นของไนเตรตที่เริ่มขึ้นในราวปี 2009 ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันกับการสูญเสียน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่เร่งตัวขึ้นอย่างมาก ศาสตราจารย์ราชา กาเนชรัม (Raja Ganeshram) หัวหน้านักวิจัยกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงที่เรารายงานนี้บ่งชี้ว่า ระบบนิเวศของมหาสมุทรอาร์กติกได้ผ่านจุดเปลี่ยน (Tipping Point) ไปแล้วเมื่อราวปี 2009”
กลไกเบื้องหลังการล่มสลายของสารอาหารนี้คือกระบวนการที่เรียกว่า การเปลี่ยนไนเตรตเป็นก๊าซไนโตรเจนในตะกอนพื้นทะเล (Benthic Denitrification) ไหล่ทวีปที่เป็นพื้นที่ตื้นเขินครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อน้ำแข็งในทะเลลดลง พื้นที่ตื้นเขินอันกว้างใหญ่เหล่านี้ก็สัมผัสกับแสงอาทิตย์ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นครั้งแรก การเพิ่มขึ้นของแสงในตอนแรกนั้นกระตุ้นให้แพลงก์ตอนพืชเบ่งบาน แต่เมื่ออินทรียวัตถุส่วนเกินเหล่านี้จมลงสู่พื้นทะเล มันก็ไปกระตุ้นให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้กระบวนการ Benthic Denitrification บริเวณไหล่ทวีปชุกชี (Chukchi) และไซบีเรียตะวันออก (East Siberian) เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กระบวนการของจุลินทรีย์ในตะกอนพื้นทะเลนี้จะเปลี่ยนไนเตรต (NO₃⁻) ที่มีประโยชน์ ให้กลายเป็นก๊าซไนโตรเจน (N₂) ที่เฉื่อยและไม่สามารถนำไปใช้ต่อได้ เสมือนการกำจัดสารอาหารออกจากมหาสมุทรไปเลย
ผู้เขียนรายงานการศึกษาได้อธิบายว่า ขณะนี้ไหล่ทวีปของอาร์กติกกำลังทำหน้าที่เสมือน “ตัวกรองสารอาหาร” ที่ทรงพลัง โดยดึงไนเตรตออกจากน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ไหลเวียนเข้ามายังแอ่งกลางของอาร์กติก ซึ่งก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับที่ตอกย้ำตัวเอง (Self-reinforcing Feedback Loop) คือ ยิ่งน้ำแข็งละลายมาก ก็ยิ่งเกิดกระบวนการ Denitrification มาก ซึ่งก็ยิ่งทำให้น่านน้ำใจกลางอาร์กติกขาดแคลนสารอาหารมากขึ้นไปอีก
ก่อนหน้าที่จะถึงจุดเปลี่ยนนี้ ระบบนิเวศของมหาสมุทรอาร์กติกเป็นระบบที่ถูกจำกัดด้วยแสง (Light-limited) เป็นหลัก หมายความว่า การเติบโตของแพลงก์ตอนถูกจำกัดด้วยปริมาณแสงแดดที่ส่องผ่านน้ำแข็งลงมาได้น้อย แต่ในตอนนี้ การที่น้ำแข็งหายไปได้ทำให้ระบบพลิกกลับเข้าสู่สภาวะที่ถูกจำกัดด้วยไนเตรต (Nitrate-limited) ซึ่งการขาดแคลนสารอาหารหลัก ไม่ใช่แสง กลายเป็นคอขวดของห่วงโซ่อาหาร
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลดีต่อแพลงก์ตอนสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กกว่าและให้พลังงานต่ำ ทำให้มีมวลชีวภาพและพลังงานเหลือส่งต่อไปยังห่วงโซ่อาหารในระดับที่สูงขึ้นไปได้น้อยลง ผลกระทบที่ตามมาเป็นลูกโซ่นั้นมีมากมายและกว้างไกล:
เนื่องจากกระบวนการทั้งหมดนี้มีสาเหตุโดยตรงมาจากการสูญเสียน้ำแข็งในทะเลที่กำลังดำเนินอยู่และทวีความรุนแรงขึ้น บรรดานักวิจัยจึงสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราว แต่เป็นเส้นฐานใหม่ที่คงอยู่ถาวร การเปลี่ยนแปลงทางเคมีนี้ไม่อาจย้อนกลับได้ในช่วงชีวิตของมนุษย์ ดังที่ผู้เขียนรายงานการศึกษากล่าวว่า “มีความเป็นไปได้น้อยมากที่มหาสมุทรอาร์กติกจะหวนคืนสู่สภาวะดั้งเดิมได้อีก”
รายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์ “Sea ice loss drives a regime shift in Arctic Ocean nitrogen biogeochemistry” โดย Santos-García, Ganeshram, Oziel และคณะ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Communications Earth & Environment เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026