ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Keele ใช้ข้อมูลจาก Gaia ESO Spectroscopic Survey ค้นพบดาวแคระแดงอายุน้อย 6 ดวงในกระจุกดาวเปิด 3 แห่ง ที่มีธาตุลิเทียมสูงผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือหลักฐานทางเคมีโดยตรงครั้งแรกท... หลักฐานชิ้นนี้มาจากการเปรียบเทียบดาวแคระแดง 6 ดวง กับดาวฤกษ์ “พี่น้อง” ในกระจุกดาว NGC 2451a, Bl...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What recent evidence did astrophysicists find that red dwarf stars engulf Earth-like planets, what lithium-based chemical fingerprint did th. Article summary: Here is a thorough answer to all parts of your question.. Topic tags: general, academic, education, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Among thousands of stars studied, six red dwarf stars in three young star clusters showed unusually high levels of lithium in their atmospheres." source context "Scientists discover evidence of stars swallowing their own planets - University of Exeter News" Reference image 2: visual subject "... was unexpected as red dwarf stars should not have any lithium at all. Red dwarfs are lower mass, cooler counterparts of the Sun. However" source context "Resear
ทีมนักวิจัยนำโดยศาสตราจารย์ โรบิน เจฟฟรีส์ (Robin Jeffries) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Keele ได้ค้นพบหลักฐานทางเคมีโดยตรงเป็นครั้งแรกว่า ดาวแคระแดง (Red Dwarf) อายุน้อยสามารถกลืนกินดาวเคราะห์คล้ายโลกของตัวเองได้ งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Monthly Notices of the Royal Astronomical Society เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งช่วยไขข้อถกเถียงที่ค้างคามานานหลายทศวรรษ และมอบเครื่องมือใหม่ในการไขปริศนาช่วงปีแรก ๆ อันรุนแรงของระบบสุริยะ
นักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลสเปกตรัมของดาวฤกษ์หลายพันดวงในกระจุกดาวเปิด (Open Clusters) สามแห่ง ได้แก่ NGC 2451a, Blanco 1 และ NGC 2516 ซึ่งล้วนมีอายุระหว่าง 50 ถึง 200 ล้านปี โดยใช้ข้อมูลจากโครงการสำรวจสเปกตรัม Gaia-ESO พวกเขาค้นพบดาวแคระแดงชนิด M (M-dwarfs) จำนวน 6 ดวงที่มีลักษณะโดดเด่นเหนือดาวพี่น้องที่มีสภาวะเหมือนกันทุกประการ นั่นคือมี ธาตุลิเทียมในปริมาณสูง อย่างผิดปกติ
วิธีการตรวจสอบนี้ใช้กฎพื้นฐานทางฟิสิกส์ของดาวฤกษ์ที่ว่า "ลิเทียม" เป็นธาตุที่เปราะบางและถูกเผาไหม้จนหมดได้ง่ายในแกนกลางที่ร้อนระอุของดาวฤกษ์ สำหรับดาวแคระแดงอายุน้อย แม้พื้นผิวจะค่อนข้างเย็น แต่อุณหภูมิภายในกลับสูงพอที่จะทำลายธาตุลิเทียมที่มีมาแต่กำเนิดจนหมดสิ้นภายในเวลาประมาณ 50 ล้านปี ดังนั้น เมื่อดาวแคระแดงเหล่านี้มีอายุถึง 50-200 ล้านปีตามที่ศึกษา ปกติแล้วจึงไม่ควรหลงเหลือลิเทียมให้ตรวจพบได้เลย
แต่ดาวเคราะห์นั้นแตกต่างออกไป วัตถุหินที่ก่อตัวขึ้นในจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด (Protoplanetary Disk) จะกักเก็บธาตุลิเทียมที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดเอาไว้ เพราะมันไม่เคยมีอุณหภูมิสูงพอจะเผาธาตุนี้ทิ้ง เมื่อใดก็ตามที่ดาวฤกษ์กลืนกินดาวเคราะห์เข้าไป ลิเทียมสดใหม่นี้จะถูกเทลงสู่ชั้นนอกของดาวฤกษ์ที่มีการพาความร้อน ซึ่งอุณหภูมิต่ำเกินกว่าจะเผาผลาญได้เร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือ ระดับลิเทียมที่พุ่งสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “หลักฐานทางเคมี” ของเหตุการณ์กลืนกินที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
ทีมของศาสตราจารย์เจฟฟรีส์ยืนยันว่า ดาวทั้งหกดวงที่มีลิเทียมสูงเกินนี้ ไม่สามารถแยกแยะออกจากดาวพี่น้องในกระจุกดาวเดียวกันได้เลยเมื่อดูจากความสว่าง ตำแหน่ง และการเคลื่อนที่ในอวกาศ ระดับของลิเทียมที่ตรวจวัดได้ชี้ชัดว่า ดาวแต่ละดวงได้กลืนกินมวลสารของดาวเคราะห์หินที่อุดมด้วยสารระเหยง่ายเข้าไประหว่าง 3 ถึง 10 เท่าของมวลโลก ซึ่งเทียบเท่ากับการกลืนดาวเคราะห์คล้ายโลกไปอย่างน้อยหนึ่งดวง หรือแกนกลางดาวเคราะห์ก่อนเกิดขนาดใหญ่พอสมควร
การทำลายล้างดาวเคราะห์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นได้ยาก ดาวฤกษ์หกดวงที่มีลิเทียมสูงนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2–3% ของดาวแคระแดงอายุน้อยทั้งหมดในกระจุกดาวเหล่านั้นที่มีอุณหภูมิพื้นผิวระหว่าง 3,560 เคลวิน ถึง 4,045 เคลวิน ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่า การกลืนกินดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่พบได้ทั่วไปในช่วงต้นของการจัดระเบียบระบบสุริยะที่แสนจะโกลาหล ในช่วง 100-200 ล้านปีแรก
การค้นพบเกี่ยวกับดาวแคระแดงอายุน้อยนี้ ประกอบเข้ากับภาพใหญ่ที่กำลังค่อย ๆ เผยตัวออกมาจากการกลืนกินดาวเคราะห์ตลอดช่วงชีวิตของดาวฤกษ์ ในงานวิจัยเสริมอีกชิ้นช่วงปี 2568-2569 นักดาราศาสตร์จาก University College London (UCL) และ University of Warwick ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ของ NASA ศึกษาดาวฤกษ์เกือบครึ่งล้านดวง พวกเขาพบว่า ดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ที่โคจรในระยะใกล้จะพบได้น้อยลงมาก รอบ ๆ ดาวฤกษ์ที่แก่ตัวลงและขยายขนาดเป็นดาวยักษ์แดง (Red Giant)
ดร. เอ็ดเวิร์ด ไบรอันต์ (Edward Bryant) หัวหน้าผู้เขียนงานวิจัยอธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า แรงไทดัล (Tidal Forces) ลากดึงดาวเคราะห์วงในให้หมุนวนเข้าหาดาวฤกษ์ในขณะที่มันพองตัว ก่อนที่จะถูกทำลายระหว่างหรือก่อนเข้าสู่ช่วงดาวยักษ์แดง
เมื่อนำหลักฐานทั้งสองเส้นมารวมกัน พวกมันได้เผยให้เห็นวัฏจักรต่อเนื่องของการทำลายล้าง: ในช่วงแรก ดาวแคระแดงอายุน้อยกลืนกินดาวเคราะห์หินคล้ายโลกท่ามกลางความโกลาหลของการก่อตัว หลายพันล้านปีต่อมา ดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ก็กลืนกินดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ของตน ขณะขยายตัวกลายเป็นดาวยักษ์แดง ลิเทียมในดาวฤกษ์อายุน้อยทั้งหกจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สังเกตการณ์ได้จริงของเรื่องราวการเกิด แก่ และดับของระบบสุริยะ
นัยของการค้นพบนี้ขยายวงกว้างกว่าแค่การตรวจจับดาวเคราะห์ที่ถูกกิน ประการแรก วิธีการตรวจสอบ "ลิเทียมส่วนเกิน" ได้มอบ "ปืนสูบควัน" ทางเคมีที่เชื่อถือได้ให้กับนักดาราศาสตร์ ในการตรวจจับเหตุการณ์กลืนกินที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งก่อนหน้านี้มีอยู่แค่ในทฤษฎี ประการที่สอง อัตราการเกิดปรากฏการณ์นี้ที่ 2-3% ในช่วงต้นของชีวิตระบบสุริยะ แสดงว่าเหตุการณ์หายนะเหล่านี้มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งจะบังคับให้แบบจำลองการก่อตัวของดาวเคราะห์ต้องอธิบายการสูญเสียมวลสาร 3-10 เท่าของโลกให้ได้ภายใน 200 ล้านปีแรก
และประการสุดท้ายคือ การเชื่อมโยงกับหลักฐานจากดาวยักษ์แดงบ่งชี้ว่า การกลืนกินไม่ใช่ความผิดปกติในช่วงต้นหรือปลาย แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่หล่อหลอมสถาปัตยกรรมของระบบสุริยะไปตลอดช่วงอายุขัยของดาวฤกษ์
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Keele ใช้ข้อมูลจาก Gaia ESO Spectroscopic Survey ค้นพบดาวแคระแดงอายุน้อย 6 ดวงในกระจุกดาวเปิด 3 แห่ง ที่มีธาตุลิเทียมสูงผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือหลักฐานทางเคมีโดยตรงครั้งแรกท...
ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Keele ใช้ข้อมูลจาก Gaia ESO Spectroscopic Survey ค้นพบดาวแคระแดงอายุน้อย 6 ดวงในกระจุกดาวเปิด 3 แห่ง ที่มีธาตุลิเทียมสูงผิดปกติอย่างไม่น่าเชื่อ นี่คือหลักฐานทางเคมีโดยตรงครั้งแรกท... หลักฐานชิ้นนี้มาจากการเปรียบเทียบดาวแคระแดง 6 ดวง กับดาวฤกษ์ “พี่น้อง” ในกระจุกดาว NGC 2451a, Blanco 1 และ NGC 2516 (อายุ 50 200 ล้านปี) โดยพบว่าดาวทั้ง 6 มีปริมาณลิเทียมพุ่งสูง ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของมันไม่มีลิเทีย...
การค้นพบที่น่าสนใจคือ ดาวแคระแดงอายุน้อย 2 3% ในสภาวะที่ศึกษาได้กลืนกินดาวเคราะห์ของตัวเอง ซึ่งหมายความว่านี่คือปรากฏการณ์พบได้ทั่วไปในช่วง 200 ล้านปีแรกของการก่อตัวระบบสุริยะ [2][8]