ธาตุเหล็กที่สะสมนี้ไม่ได้อยู่นิ่งๆ แต่มันรวมตัวกันเป็นกลุ่มอนุภาคขนาดนาโน (nanoparticles) ที่มีชื่อเรียกว่า ซูเปอร์พาราแมกเนติกไอรอนออกไซด์ (Superparamagnetic Iron Oxide Nanoparticles) ซึ่งมีคุณสมบัติทางควอนตัมที่พิเศษมาก กล่าวคือ ที่อุณหภูมิร่างกาย อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 30 นาโนเมตรเหล่านี้จะไม่มีอำนาจแม่เหล็กในตัวเอง แต่เมื่อมันอยู่ในสนามแม่เหล็กโลกที่อ่อนโยน (ประมาณ 25–65 ไมโครเทสลา) พวกมันจะถูกเหนี่ยวนำให้มีแม่เหล็กขึ้นมาทันที และเรียงตัวไปตามแนวสนามแม่เหล็กนั้น เราอาจเปรียบเทียบได้กับเข็มทิศเล็กๆ นับล้านๆ อันที่พร้อมจะหมุนตามขั้วโลกอยู่ภายในเซลล์
เมื่อนกพิราบเปลี่ยนทิศทางการบิน สนามแม่เหล็กโลกที่ผ่านตัวมันก็จะเปลี่ยนแนวไปด้วย ทำให้กลุ่มอนุภาคเหล็กเหล่านี้มีการหมุนหรือขยับตัว ซึ่งเชื่อกันว่าการเคลื่อนไหวทางกายภาพนี้เองจะไป ดันหรือดึงเยื่อหุ้มเซลล์หรือโครงร่างของเซลล์ (cytoskeleton) ของแมคโครฟาจให้บิดเบี้ยว การเปลี่ยนแปลงเชิงกลที่เกิดขึ้นนี้จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟฟ้าของระบบประสาท และถูกส่งต่อไปตาม เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเป็นเส้นประสาทหลักที่เชื่อมต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ เข้ากับก้านสมองโดยตรง เมื่อสัญญาณไปถึงก้านสมองส่วนที่ควบคุมการทรงตัวและการนำทาง (medial vestibular nuclei) แล้ว สมองก็จะประมวลผลเป็นข้อมูลทิศทาง เสมือนเป็นแผนที่แม่เหล็กที่แม่นยำในหัวของนกพิราบ
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์ตามล่าหาตัวรับรู้สนามแม่เหล็กในนกพิราบ เป็นเวลาหลายปีที่สมมติฐานกระแสหลักเชื่อว่า 'ตัวรับรู้แม่เหล็ก' น่าจะอยู่ที่เนื้อเยื่อในจะงอยปากส่วนบน ซึ่งเต็มไปด้วยเซลล์ที่มีธาตุเหล็กและเชื่อมต่อกับเส้นประสาทไทรเจมินัล (Trigeminal nerve)
อย่างไรก็ตาม ในปี 2012 หนึ่งทศวรรษก่อนการค้นพบครั้งสำคัญนี้ งานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ได้ล้มล้างความเชื่อเรื่องจะงอยปากอย่างสิ้นเชิง โดยแสดงให้เห็นว่าเซลล์ที่เต็มไปด้วยธาตุเหล็กในจะงอยปากของนกพิราบไม่ใช่เซลล์ประสาทรับความรู้สึกแต่อย่างใด พวกมันคือแมคโครฟาจ ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว ทั้งนี้ แมคโครฟาจไม่ใช่เซลล์ที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้าและไม่สามารถส่งสัญญาณประสาทได้ คำถามที่ยังคงค้างคาในตอนนั้นก็คือ ถ้าไม่ใช่ที่ปาก แล้วตัวรับรู้แม่เหล็กที่แท้จริงของนกพิราบอยู่ที่ไหน?
ทีมวิจัยจากเยอรมนีไม่ได้หยุดแค่ทฤษฎี พวกเขาใช้แนวทางค้นหาอย่างเป็นระบบโดยสแกนหาสัญญาณแม่เหล็กจากทุกอวัยวะของนกพิราบ และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าแหล่งกำเนิดสัญญาณที่แรงที่สุดกลับมาจาก ตับ เมื่อพวกเขาใช้เทคนิคแยกเซลล์และใช้แม่เหล็กดูด พวกเขาพบว่ามีเพียงแมคโครฟาจจากตับเท่านั้นที่ติดกับแท่งแม่เหล็ก
ยิ่งไปกว่านั้น พวกมันยังอยู่ใกล้ชิดกับเส้นใยประสาทเวกัสภายในตับ ซึ่งเป็นเส้นทางด่วนสำหรับส่งข้อมูลไปยังสมอง
เพื่อพิสูจน์ว่าการค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทีมนักวิจัยได้ออกแบบ การทดลองทางพฤติกรรมขั้นเด็ดขาด โดยพวกเขาได้ทำการกำจัดหรือทำให้แมคโครฟาจในตับของนกพิราบกลุ่มหนึ่งหมดฤทธิ์ลงชั่วคราว จากนั้นจึงปล่อยนกพิราบทั้งกลุ่มที่ถูกกำจัดเซลล์และกลุ่มควบคุม (ที่ไม่ถูกทำอะไร) ให้บินกลับบ้านในสองสถานการณ์: ในวันที่มีแดดจ้า และในวันที่เมฆครึ้มจนไม่เห็นดวงอาทิตย์
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าทึ่งมาก ในวันที่มีแดดจ้า ซึ่งนกพิราบสามารถใช้ เข็มทิศจากดวงอาทิตย์ (Sun Compass) เป็นตัวนำทางหลักได้ นกทั้งสองกลุ่มสามารถบินกลับบ้านได้อย่างถูกต้องไม่มีปัญหา
แต่เมื่อถึงวันที่เมฆครึ้มไร้แสงอาทิตย์ ซึ่งบีบบังคับให้นกต้องเปลี่ยนไปใช้ระบบนำทางสำรอง ความแตกต่างก็ปรากฏชัดเจน นกกลุ่มควบคุมยังคงหาทางกลับบ้านได้ตามปกติ แต่นกพิราบที่ถูกกำจัดแมคโครฟาจในตับกลับ 'หาทางไม่เจอเลย' (just couldn't find their way) ตามคำกล่าวของศาสตราจารย์ Christian Kurts จาก University of Bonn หนึ่งในทีมวิจัย
ผลการทดลองนี้เป็นการยืนยันอย่างสมบูรณ์ว่า ระบบนำทางของนกพิราบมีสองชั้นที่ซ้ำซ้อนกัน ชั้นแรกและเป็นชั้นหลักคือ 'เข็มทิศดวงอาทิตย์' ที่ใช้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ร่วมกับนาฬิกาชีวภาพภายในตัว และชั้นที่สองคือ 'เข็มทิศแม่เหล็กในตับ' ซึ่งจะถูกดึงมาใช้เป็นตัวสำรองในสภาพอากาศเลวร้ายหรือในยามค่ำคืน การค้นพบนี้อธิบายได้อย่างงดงามว่าทำไมนกพิราบถึงเป็นนักเดินเรือที่เก่งกาจในทุกสภาพอากาศ
การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ไขความลับที่ค้างคาใจนักวิทยาศาสตร์มาหลายทศวรรษ แต่ยังพลิกมุมมองของเราต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทอีกด้วย โดยแสดงให้เห็นว่า กระบวนการทางชีววิทยาพื้นฐานที่สุดอย่างการรีไซเคิลเซลล์เม็ดเลือดแดง สามารถถูกดัดแปลงโดยวิวัฒนาการให้กลายมาเป็นอุปกรณ์รับรู้ทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนระดับควอนตัมได้ จากนี้ไป หากคุณเห็นนกพิราบตัวหนึ่งบินฉวัดเฉวียนก่อนปักหลักกลับรังอย่างแม่นยำ ให้พึงรู้ไว้ว่าเบื้องหลังการเดินทางนั้น อาจจะไม่ได้ถูกนำทางด้วยดวงตาหรือสมองเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก 'ความรู้สึก' ของตับที่สัมผัสได้ถึงพลังอันมองไม่เห็นของโลกใบนี้
Comments
0 comments