คำขอรับบริจาคฉุกเฉินของ UN ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2026 ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุนแก่ภารกิจเร่งด่วนในการช่วยชีวิต โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลยูกันดาอย่างใกล้ชิด เอกสารคำขอระบุว่า แม้องค์กรในเครือ UN และพันธมิตรด้านมนุษยธรรมได้จัดสรรและโยกย้ายเงินทุนจำนวน 3.1 ล้านดอลลาร์เพื่อปฏิบัติการเร่งด่วนแล้ว แต่แผนรับมือก็ยังคงถูกคุกคามอย่างหนักจากยอดขาดทุน 12.7 ล้านดอลลาร์
เงินทุนจำนวนนี้มีไว้เพื่อขยายขีดความสามารถในการเฝ้าระวังโรค ห้องปฏิบัติการ การจัดการผู้ป่วย และการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตที่มีความเสี่ยงสูง การประเมินของ UN ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ทรัพยากรด้านสุขภาพภายในประเทศที่ตึงตัว ซ้ำเติมด้วยเงินทุนด้านสุขภาพระหว่างประเทศที่ลดลง" เป็นอุปสรรคสำคัญในการขยายการดำเนินงานในช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งนี้
ความท้าทายหลักของการระบาดครั้งนี้คือเรื่องเชื้อโรคโดยตรง ไวรัสบันดิบูเกียวเป็นเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ที่แตกต่างจากสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) อย่างสิ้นเชิง ซึ่งสำหรับสายพันธุ์ซาอีร์นั้นมีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตอย่าง Ervebo และยารักษาอย่าง Inmazeb แต่สำหรับโรคจากไวรัสบันดิบูเกียวนั้น ยังไม่มีมาตรการทางการแพทย์ที่ใช้รับมือเช่นนั้น
องค์การอนามัยโลก (WHO) ยืนยันเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ว่า แม้จะมีความพยายามทดสอบวัคซีนและยาที่มีแนวโน้มดี แต่ก็ยังไม่มีสิ่งใดได้รับอนุญาตให้ใช้ได้เลย การไร้ซึ่งตาข่ายนิรภัยทางการแพทย์นี้ทำให้เกิดแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อมาตรการที่ไม่ใช้ยา การรับมือจึงต้องพึ่งพาการระบุผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดหลายร้อยราย—เฉพาะในยูกันดามีผู้อยู่ระหว่างการติดตามมากกว่า 300 ราย—รวมถึงการปฏิบัติตามระเบียบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลอย่างเคร่งครัด
ความเปราะบางนี้เห็นได้ชัดเจนเมื่อไวรัสแพร่กระจายไปยังบุคลากรทางการแพทย์ในกรุงกัมปาลา ผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ 2 รายล่าสุดในยูกันดา (ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม) เป็นบุคลากรทางการแพทย์ชาวยูกันดาที่ทำงานในสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในเมืองหลวง นี่เป็นเครื่องชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของบุคลากรด่านหน้าที่ต้องทำงานโดยไม่มีวัคซีนป้องกัน
ภาพรวมการระบาด ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2026 แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลอย่างชัดเจน
ในยูกันดา สถานการณ์ยังควบคุมได้แต่ไม่มั่นคง ผู้ป่วยยืนยันทั้ง 7 รายมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการระบาดในดีอาร์คองโก ห่วงโซ่การติดเชื้อรวมถึงคนขับรถและบุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสกับผู้ป่วยชาวคองโกที่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม หลังจากนั้นมีการแพร่เชื้อในท้องถิ่น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์อีก 2 รายติดเชื้อ
ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) การระบาดรุนแรงกว่ามาก ข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤษภาคม ประเทศรายงานผู้ป่วยต้องสงสัย 1,086 ราย และผู้ป่วยยืนยัน 119 ราย โดยไวรัสได้แพร่กระจายจากศูนย์กลางที่จังหวัดอิตูรี (Ituri) ไปยังจังหวัดนอร์ด-กีวู (North Kivu) และซูด-กีวู (South Kivu) แล้ว ตัวเลขรวมทั้งหมดน่าวิตก โดยทั้งสองประเทศมีผู้ป่วยต้องสงสัยและยืนยันกว่า 1,200 ราย และเสียชีวิตอย่างน้อย 264 ราย
ประชาคมนานาชาติได้ตอบสนองด้วยข้อผูกมัดทางการเงินที่ซับซ้อน แม้ว่าการเบิกจ่ายและความตรงต่อเวลาจะยังเป็นที่น่ากังวล
สหรัฐอเมริกา: สหรัฐฯ กลายเป็นผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในช่วงวิกฤต เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศมอบเงินเพิ่มเติม 80 ล้านดอลลาร์ แก่พันธมิตรในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงยูนิเซฟ โครงการอาหารโลก องค์กรเวิลด์วิชัน และองค์กรระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เพื่อจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ชุดตรวจโรค และสนับสนุนการคัดกรองตามแนวชายแดน เงินก้อนนี้เพิ่มเติมจากคำมั่นก่อนหน้านี้ที่ให้ไว้ 50 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างหน่วยรักษาอีโบลามากถึง 50 แห่งในพื้นที่ระบาด
และเมื่อรวมเงินช่วยเหลือด้านสุขภาพแบบทวิภาคีก่อนหน้านี้อีก 23 ล้านดอลลาร์ ยอดรวมคำมั่นสัญญาจากสหรัฐฯ จึงสูงเกินกว่า 112 ล้านดอลลาร์ ภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) และ UN: ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาได้ขอรับบริจาคเกือบ 319 ล้านดอลลาร์สำหรับปฏิบัติการรับมือทั่วทั้งทวีป ครอบคลุมดีอาร์คองโก ยูกันดา และเซาท์ซูดาน แต่จนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม มียอดเงินที่ได้รับการยืนยันเพียงประมาณ 10% หรือราว 32 ล้านดอลลาร์ ในอีกทางหนึ่ง กองทุนรับมือเหตุฉุกเฉินกลาง (CERF) ของ UN ได้จัดสรรเงิน 60 ล้านดอลลาร์ เพื่อเร่งการควบคุมโรคทั่วแอฟริกากลาง
ระหว่างการประชุมระดับรัฐมนตรีระดับสูง รัฐบาลและพันธมิตรนานาชาติได้ประกาศเงินบริจาครวมประมาณ 498.8 ล้านดอลลาร์ แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำมั่นสัญญาที่ประกาศไว้ และไม่ใช่เงินทุนที่เจาะจงสำหรับคำร้องขอของ UN ในยูกันดาโดยตรงทั้งหมด
ภายใต้วิกฤตฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ปัญหาซับซ้อนอีกชั้นหนึ่งคือการพังทลายของศักยภาพระบบสุขภาพขั้นพื้นฐาน รายงานระบุว่าการตัดลดงบช่วยเหลือต่างประเทศจากสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นผู้สนับสนุนหลักของระบบสาธารณสุขของยูกันดา ได้บั่นทอนงบประมาณด้านสุขภาพของประเทศและความสามารถในการจัดตั้งทีมรับมือที่พร้อมด้วยทรัพยากรอย่างเต็มที่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยอมรับว่าวอชิงตันได้ทุ่มเงินช่วยเหลือแบบทวิภาคีประมาณ 23 ล้านดอลลาร์ในช่วงต้น แต่การลดงบช่วยเหลือต่างประเทศในวงกว้างก็เป็นข้อจำกัดที่เอกสารคำขอของ UN อ้างถึงอย่างกว้างขวางเช่นกัน
การมาบรรจบกันของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ไร้วัคซีน ช่องว่างทางการเงินฉุกเฉินหลายล้านดอลลาร์ และปริบทที่ระบบสาธารณสุขอ่อนแอลงนี้ ได้สร้างช่วงเวลาที่ล่อแหลมอย่างยิ่งสำหรับปฏิบัติการรับมือของยูกันดา ช่องว่าง 12.7 ล้านดอลลาร์ของ UN ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเงิน แต่มันคือเครื่องกีดขวางโดยตรงต่อการส่งทีมรับมือด่วน เตรียมอุปกรณ์ให้บุคลากรทางการแพทย์ และติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดที่อาจกำลังฟักตัวของโรคซึ่งยังไม่มีทางรักษา
Comments
0 comments