แนวคิดนี้เรียกว่า Biomimicry หรือการเลียนแบบธรรมชาติ ซึ่งมีรากฐานมาจากงานวิจัยหลายทศวรรษที่ศึกษาการขับเคลื่อนของปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเล นักวิทยาศาสตร์พบว่าแม้ในกระแสน้ำที่ไหลช้า ครีบหางของพวกมันก็สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงได้
ข้อดีที่เห็นได้ชัดของระบบนี้คือ:
หัวใจสำคัญของเทคโนโลยี Caudal Energy ไม่ใช่แค่การทำงานที่แตกต่าง แต่เป็นการเปิดตลาดใหม่ที่ไม่เคยมีใครเข้าถึงได้ กังหันน้ำขึ้นน้ำลงแบบใบพัดทั้งแกนนอนและแกนตั้งนั้นต้องการกระแสน้ำความเร็วสูงในช่องแคบๆ เท่านั้นจึงจะคุ้มทุน แต่ครีบแกว่งของ Caudal ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานในสภาพแวดล้อมที่น้ำตื้นและไหลช้ากว่า หรือที่เรียกว่า 'แหล่งน้ำกลาง' (Mid-Flow Sites) ซึ่งเป็นการขยายพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากน้ำขึ้นน้ำลงออกไปอย่างมหาศาล
นี่หมายความว่าพื้นที่ชายฝั่งอีกมากมายที่เคยถูกมองว่าไม่เหมาะสม อาจกลายเป็นแหล่งพลังงานสะอาดแห่งใหม่ได้
ด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แม้ยังต้องรอผลการประเมินอย่างละเอียด แต่ด้วยการที่ครีบแกว่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสัมพัทธ์ที่ต่ำกว่าใบพัดหมุน จึงมีความเป็นไปได้ที่มันจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการชนกับสัตว์ทะเลน้อยกว่า ขณะนี้เทคโนโลยีอยู่ในระหว่างการทดสอบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป
เงินลงทุน 4.3 ล้านปอนด์ในครั้งนี้ ทำให้ Caudal Energy มียอดระดมทุนรวมทั้งหมดเป็น 5.5 ล้านปอนด์ ต่อจากเงินสนับสนุนจาก Zero Carbon Capital และ Creator Fund ก่อนหน้านี้ และถือเป็นหนึ่งในเม็ดเงินร่วมทุนจากสถาบันครั้งใหญ่ที่สุดที่ไหลเข้าสู่ภาคพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงของสหราชอาณาจักรในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เริ่มกลับมาในเทคโนโลยีนี้
ปัจจุบัน ระบบของ Caudal อยู่ในระดับ Technology Readiness Level (TRL) 5 หรือขั้นผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง (เช่น ในห้องแล็บหรือแท็งก์จำลอง) แต่ยังไม่เคยทดสอบในทะเลจริงในขนาดเต็มรูปแบบ
เงินทุนใหม่นี้จะถูกนำไปใช้เป็นหัวใจสำคัญในการก้าวข้ามช่องว่างนั้น โดยจะนำไปสร้างและทดสอบ เครื่องต้นแบบขนาดเต็มรูปแบบ ณ สถานีทดสอบกระแสน้ำสเตรงฟอร์ดลอฟ (Strangford Lough) ในไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีน้ำขึ้นน้ำลง นับตั้งแต่กังหัน SeaGen ขนาด 1.2 เมกะวัตต์ที่เริ่มเดินเครื่องในปี 2008 ไปจนถึงการทดสอบของบริษัท ORPC และมหาวิทยาลัย Queen's University Belfast ล่าสุดในปี 2024
หากการทดสอบที่สเตรงฟอร์ดลอฟประสบความสำเร็จตามเป้า เทคโนโลยีจะก้าวกระโดดไปสู่ระดับ TRL 8 ซึ่งหมายความว่าระบบมีความสมบูรณ์และผ่านการรับรอง พร้อมสำหรับการติดตั้งเชิงพาณิชย์ครั้งแรกที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2028 Zero Carbon Capital หนึ่งในผู้ลงทุนเดิมที่ร่วมลงทุนในรอบนี้อีกครั้ง กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้คือการแสดงความเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ Caudal Energy ที่จะส่งมอบแนวทางที่ "เรียบง่ายกว่า ฉลาดกว่า และขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้มากกว่า" สำหรับพลังงานทางทะเล
ท่ามกลางความหวังและเงินลงทุนมหาศาล สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ความจริงในสนามจริง สำหรับเทคโนโลยี Caudal Energy ระบบของพวกเขายังไม่เคยผลิตไฟฟ้าในมหาสมุทรเปิดในขนาดเต็มรูปแบบเลยแม้แต่ครั้งเดียว การทดสอบที่สเตรงฟอร์ดลอฟจึงเปรียบเสมือนด่านสุดท้ายที่โหดหินที่สุด
หากเครื่องต้นแบบสามารถทำประสิทธิภาพได้ตามแบบจำลองและทนทานต่อสภาพแวดล้อมทางทะเลที่กัดกร่อนและคาดเดาไม่ได้ เส้นทางสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในปี 2028 ก็จะมีน้ำหนักขึ้นมาทันที แต่หากตัวเลขความทนทานหรือประสิทธิภาพต่ำกว่าที่คาดไว้ เส้นตายก็จะต้องถูกเลื่อนออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของวงการพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงเต็มไปด้วยแนวคิดที่สวยหรู แต่สะดุดล้มลงเมื่อต้องเผชิญกับความเป็นจริงอันโหดร้ายของน้ำเค็ม คลื่นลม และสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล นี่คือบททดสอบที่ Caudal Energy จะต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้